[PikRome] How Stubborn You Are, How Soft I Am

posted on 27 Apr 2017 12:07 by oerb in fanfiction directory Fiction

Title: How Stubborn You Are, How Soft I Am

Rating: G

Genre: Romcom

Paring: PikRome

Author’s note: ใน Puppy Honey 2 ตอนที่ 5 หลังจากพี่ชวนน้องไปกินข้าว เนื้อหาก็กระโดดไปเป็นพี่ขับรถพาน้องไปหาเพื่อนสนิทที่ต่างจังหวัดเลย ฮัลโหล แล้วระหว่างนั้นล่ะคะ เกิดอะไรขึ้น? นี่แหละค่ะ คือที่มาของ How Stubborn You Are, How Soft I Am เรื่องนี้ ฟิกอะไรไม่รู้เวิ่นเว้อเหลือเกิน #เขิน ขอให้สนุกกับการอ่านนะคะ

 

How Stubborn You Are, How Soft I Am

ร้านอาหารร้านเดิมที่เคยมากินหนก่อนเคยคนน้อยยังไง ครั้งนี้ก็ยังคนน้อยอยู่อย่างนั้น ปิ๊กกับโรมหย่อนตัวลงนั่งบนโต๊ะตัวเก่า แม้คราวนี้จะไม่มีคนอื่นติดสอยห้อยตามมาด้วยรุ่นพี่กับรุ่นน้องก็ยังคงนั่งข้างกันเหมือนเดิมแทนที่จะนั่งตรงข้ามกัน โรมแอบส่งยิ้มให้ปิ๊กเมื่อเห็นพนักงานสาวคนเดียวกับคราวก่อนทำหน้าปั้นยากเมื่อหันมาเห็นพวกเขา ทั้งสองคนสั่งสปาเก็ตตี้คาโบนาร่ามากินอย่างเคย หญิงสาวมีสีหน้าโล่งใจเมื่อไม่ถูกปิ๊กแผลงฤทธิ์ใส่เหมือนคราวก่อน

รอไม่นานอาหารก็มาเสิร์ฟ สองคนจัดแจงยกช้อนส้อมขึ้นจัดการกับอาหารตรงหน้า "กูถามอะไรหน่อยดิ" รุ่นพี่เอ่ยปากขึ้ยหลังเริ่มกินอาหารไปได้ประเดี๋ยวหนึ่ง

โรมพยักหน้ารับ "อื้อ ถามไรอะ? ถามดิ" เด็กหนุ่มตอบก่อนจะหยิบน้ำมาดื่มระหว่างรอฟังคำถาม

"มึงรู้ตัวตั้งแต่เมื่อไหร่ว่าชอบผู้ชาย?"

รุ่นน้องกะพริบตาปริบๆ ประหลาดใจนิดหน่อยที่จู่ๆ อีกฝ่ายก็ถามเขาถึงเรื่องนี้ เดาว่าคงเป็นเพราะก่อนจะออกมากินข้าวพวกเขาเพิ่งคุยเรื่องรักๆ ชอบๆ กันมา โรมยกมือขึ้นมานับนิ้วพลางเอียงคอคิดก่อนตอบออกไป "ก็...เหมือนจะตั้งแต่สมัย ม.ต้น เลยนะ"

"เหรอ?" ปิ๊กเลิกคิ้วข้างหนึ่งเมื่อได้ฟังคำตอบ "รู้ได้ยังไงวะ? มึงมีคนที่ชอบเหรอ?"

"อื้ม" เขาพยักหน้ารับ "เพื่อนที่โรงเรียนกวดวิชาอะครับ" โรมยิ้มน้อยๆ เมื่อคิดถึงอดีต ใบหน้าของเพื่อนคนที่ว่ายังชัดเจนในความทรงจำ

"อ้อออออ" รุ่นพี่ส่งเสียงเป็นเชิงรับรู้แล้วหันไปม้วนสปาเก็ตตี้ส่งเข้าปากไม่พูดอะไรอีก

โรมรอให้ปิ๊กถามคำถามกับเขาต่อ แต่นอกจากจะกินข้าวไม่พูดไม่จาแล้ว อีกฝ่ายยังหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเล่นด้วย มือหนึ่งถือส้อม อีกมือถือโทรศัพท์ ตาก็จ้องแต่หน้าจอ เรียกว่าตัดเขาออกจากความสนใจโดยสิ้นเชิง

"อ้าว พี่ปิ๊ก ไม่ถามต่อแล้วเหรอ?" เด็กหนุ่มใช้เท้าสะกิดขาอีกฝ่ายใต้โต๊ะจึงถูกรุ่นพี่ค้อนใส่เข้าให้วงหนึ่ง

"อะไรของมึง?"

"ก็ผมเห็นพี่ถามใหญ่เลยแล้วอยู่ดีๆ ก็เงียบไปอะ"

"กูจะกินข้าว" ไม่พูดเปล่า ปิ๊กส่งเส้นสปาเก็ตตี้ม้วนใหญ่ใส่ปากโชว์รุ่นน้องด้วย

โรมขมวดคิ้วมองเพื่อนร่วมโต๊ะอย่างข้องใจ สงสัยว่าตัวเองทำอะไรไม่ดีอีกล่ะถึงได้ถูกหงุดหงิดใส่ รุ่นพี่ถามอะไรมาเขาก็ตอบไป จะบอกว่าเป็นเพราะเขาใช้เท้าสะกิดเรียกอีกฝ่ายเมื่อกี้ก็ไม่น่าใช่

"พี่โกรธอะไรผมอะ?"

เด็กหนุ่มตัดสินใจถามออกไปตรงๆ เพราะขี้คร้านจะหาคำตอบด้วยตัวเอง

"โกรธอะไร? ใครโกรธมึง?" ปิ๊กละสายตาจากโทรศัพท์ไปทำหน้าหงิกใส่รุ่นน้องก่อนถามกลับด้วยน้ำเสียงรำคาญ

"ก็พี่อะแหละ อยู่ดีๆ ก็ทำเหมือนไม่พอใจผม"

"มึงนี่ยังไงวะ กูก็บอกอยู่ว่ากูจะกินข้าวๆ มึงก็เอาแต่ตื๊อถามกูอยู่นั่น"

"พี่อย่าบอกนะว่าพี่หึงผม?"

"ฮะ?" ชายหนุ่มสะดุ้งโหยง "ตลกแล้วมึง ใครหึงใครมึงพูดให้ดีๆ นะ"

"ก็พี่เงียบไปหลังจากที่รู้ว่าผมมีคนที่ชอบ"

"มึงจะชอบใครก็เรื่องของมึง ไม่เกี่ยวกับกู!" ปิ๊กเริ่มเสียงดัง

"นั่นไง เห็นมั้ย พี่โกรธผมเรื่องนี้จริงๆ ด้วย"

"ไม่เห็นโว้ย! กูบอกว่าไม่ได้โกรธๆ!"

"ไม่ได้โกรธแล้วพี่จะขึ้นเสียงทำไมอะ?"

ปิ๊กอ้าปากเตรียมจะเถียง แต่รุ่นน้องก็ขัดขึ้นมาซะก่อน "เมื่อไหร่พี่จะเลิกปากแข็ง หึงก็บอกว่าหึง ผมไม่ได้ชอบเพื่อนคนที่ว่าแล้ว แล้วอีกอย่างมันก็มีแฟนไปแล้วด้วย ตอนนี้คนที่ผมชอบก็คือพี่ พี่ไม่เชื่อที่ผมพูดรึไงครับ?"

ขณะที่โรมพูดทั้งหมดทุกคำด้วยสีหน้าเรียบเฉยพลางจ้องตรงเข้าไปในดวงตาเรียวเล็กของอีกฝ่าย ปิ๊กก็ได้แต่มองดวงตากลมโตของรุ่นน้องกลับ ปากที่อ้าขึ้นเมื่อซักครู่ยังคงอ้าค้างอยู่ เขาหมดคำจะพูดทุกทีที่ต้องเถียงกับไอ้เด็กคนนี้ มันไม่เคยยอมอ่อนข้อให้เขาเลย ตรงกันข้ามกลับพูดจาจี้ใจดำเขาอย่างหน้าตาเฉยตลอด

ใช่ ปิ๊กหงุดหงิดหลังจากรู้ว่าโรมมีคนอื่นที่ชอบ แม้จะพอเดาได้ว่าตัวเองคงไม่ใช่รักแรกของอีกฝ่าย แต่พอคิดว่ารุ่นน้องอาจจะเคยพูดคำว่าชอบตรงๆ กับคนอื่นที่ไม่ใช่เขา เคยยิ้ม เคยหัวเราะ เคยออดอ้อน เคยเห็นคนคนนั้นเป็นคนสำคัญ เขาก็รู้สึกไม่สบอารมณ์และแสดงท่าทีไม่พอใจออกมาเป็นเด็กๆ

แม้นั่นจะเป็นใจจริงของเขาแต่เขาก็ไม่พูดมันออกไปหรอก ทั้งหมดที่ปิ๊กทำก็คือตอบห้วนๆ ว่า "ไม่รู้เว้ย!" แล้วก็หันกลับไปจ้วงสปาเก็ตตี้เข้าปากต่อ แต่เขารู้ว่าโรมรู้ว่านั่นคืออาการยอมรับของเขา

มันสู่รู้จะตาย

นี่ชมนะ สาบานด้วยเกียรติของนายปกรณ์

โรมมองรุ่นพี่ที่ทำเป็นกินข้าวไม่รู้ไม่ชี้แล้วถอนหายใจหน่ายๆ อีกฝ่ายก็เป็นอย่างนี้ทุกที ชอบปากแข็งไม่เข้าท่า ไม่รู้จะห่วงมาดห่วงอะไรนักหนา ทั้งๆ ที่ท่าทางแสดงออกชัดเจนว่าชอบเขา หึงเขา แต่ก็ไม่เคยยอมรับออกมาตรงๆ เลยซักครั้งเดียว ครั้งนี้ก็เช่นกัน

"เดี๋ยวก็เลิกรอมันซะเลย" เด็กหนุ่มบ่นพึมพำ

"อะไรนะ?"

โรมเหลือบหางตามองอีกฝ่ายที่พอทีอย่างนี้แหละสนใจเขาขึ้้นมาเชียว "ผมบอกว่าไม่ยอมรับซักทีอย่างนี้เดี๋ยวก็จับพี่ปล้ำมันซะเลย" เขาตอบเสร็จแล้วแลบลิ้นใส่รุ่นพี่หนึ่งครั้งถ้วน

"ปล้ำเหรอ? ปล้ำเหรอ?" ปิ๊กฟังคำตอบจากโรมแล้วรีบวางส้อมไปโบกกะโหลกอีกฝ่ายทันควัน "ตัวเตี้ยแค่นี้มึงบอกว่าจะจับกูปล้ำเหรอ? แค่เขย่งตัวขึ้นมาจูบกูให้ถึงให้ได้ก่อนมั้ยแล้วค่อยคิดถึงเรื่องจะจับกูปล้ำ?"

"พี่ไม่เคยได้ยินรึไงว่าส่วนสูงไม่มีผลในแนวราบ"

"ไม่เคยโว้ย! แล้วมึงก็รีบๆ กินให้เสร็จได้แล้ว เส้นในจานมึงตากลมจนแข็งโป๊กไปครึ่งจานแล้วเนี่ย" ชายหนุ่มว่าพลางยื่นส้อมไปเขี่ยเส้นสปาเก็ตตี้หน้าตากระด้างในจานรุ่นน้องประกอบ โรมทำแก้มป่องใส่เขาแล้วยอมสงบปากสงบคำกินอาหารจนหมดจาน

หลังจัดแจงหารค่าอาหารกันเรียบร้อย ปิ๊กก็เดินนำรุ่นน้องไปที่รถและขับไปส่งอีกฝ่ายที่บ้าน พวกเขาคุยเล่นเรื่อยเปื่อยไประหว่างทาง ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องโปรเจ็กต์ภาพขาวดำของโรมที่ยังไม่เสร็จดี แต่ก็มีเรื่องเอ็มม่ากับพอร์ชด้วย

เมื่อรถสีขาวจอดลงหน้าประตูรั้วบ้านของเขา โรมก็เดินอ้อมหน้ารถเพื่อจะกลับเข้าบ้านเหมือนเคย แต่ที่ไม่เหมือนเคยคือคราวนี้เขาแวะเคาะกระจกฝั่งคนขับก่อนแทนที่จะตรงเข้าบ้านเลย

"อะไร?" คนขับรถลดกระจกลงแล้วถามน้ำเสียงหงุดหงิดแม้จะไม่ได้หงุดหงิดอะไรเลยก็ตาม

เด็กหนุ่มกวักมือเรียกให้อีกฝ่ายโน้มตัวมาหาก่อนเอามือข้างหนึ่งยกขึ้นป้องปากเหมือนรอจะพูดอะไร

"อะไรของมึง มีอะไรก็พูดมาเลย จะมาท่ามากทำไม?"

"น่า พี่นั่นแหละ อย่าอะไรมากสิ"

ปิ๊กเดาะลิ้นจึ๊กจั๊กอย่างไว้ท่าแต่สุดท้ายก็ยอมยื่นหน้าออกไปหารุ่นน้องเพื่อฟังเรื่องที่อีกฝ่ายจะพูด

"ไอ้เหี้ย!"

เปล่า นั่นไม่ใช่สิ่งที่โรมบอกกับปิ๊ก แต่เป็นเสียงร้องของชายหนุ่มเมื่อจู่ๆ เขาก็ถูกอีกฝ่ายเป่าลมรดใบหูจนขนลุกซู่ไปทั่วทั้งร่าง

"เหี้ยโรม มึงทำอะไรเนี่ย!?"

รุ่นน้องเหยียดยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะตอบ "แสดงให้พี่เห็นไงครับ ว่าผมปล้ำพี่ได้" ไม่พูดเปล่า โรมยังขยิบตาให้ปิ๊กด้วย

"ไอ้เหี้ย! ขนลุกโว้ย! มึงอย่ามาทำอย่างนี้กับกูอีกนะ!"

"พี่ก็รีบๆ เลิกปากแข็งแล้วยอมรับกับผมซักทีสิครับว่าพี่ก็ชอบผมเหมือนกัน"

"ไป มึงเข้าบ้านไปเลยนะ แล้วก็ไม่ต้องไลน์หากู ไม่ต้องมาบอกให้กูไปรอมึงหน้าห้องชมรม ไม่ต้องให้กูมาส่งมึงที่บ้านอีกล่ะ!"

โรมหัวเราะถูกใจเมื่อเห็นรุ่นพี่เขินจนหัวหูแดงไปหมดและทำปากร้ายกลบเกลื่อน เขาโบกมือลาอีกฝ่ายก่อนกระโดดหย็องแหย็งเข้าบ้านอย่างอารมณ์ดี

ถึงปากจะบอกให้รุ่นพี่รีบยอมรับเร็วๆ ว่าตัวเองก็รู้สึกดีกับเขา แต่โรมก็ไม่คิดจะเร่งรัดอีกฝ่ายอย่างที่พูดไปหรอกเพราะตัวเขาเองก็ใช้เวลาพักใหญ่เหมือนกันกว่าจะยอมรับกับตัวเองและเอ็มม่าว่ามีผู้ชายเป็นรักแรก เขารู้ว่ารุ่นพี่ต้องการเวลาเหมือนที่เขาเองก็เคยต้องการ แต่เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายใช้เวลามากเกินไปนัก โรมจึงต้องคอยกระตุ้นบ่อยๆ

'จะนอนแล้วนะพี่ ฝันดีนะครับ'

แม้จะเพิ่งถูกสั่งมาว่าไม่ต้องส่งไลน์ไปหา โรมก็ยังพิมพ์ข้อความไปหาปิ๊กว่าอย่างนั้นหลังจากอาบน้ำเสร็จแล้วและเตรียมเข้านอน

'จะนอนเมื่อไหร่ก็เรื่องของมึง!'

เด็กหนุ่มหัวเราะออกมาดังพรืดเมื่อได้อ่านข้อความที่รุ่นพี่ตอบกลับมา

เห็นมั้ยล่ะ ขนาดสั่งไม่ให้เขาไลน์ไปหาเองแท้ๆ ก็ยังอุตส่าห์ตอบ แล้วอย่างนี้จะไม่ให้เขาชอบอีกฝ่ายได้ยังไง

'พรุ่งนี้เจอกันครับพี่'

ปิ๊กอ่านข้อความจากโรมแล้วขมวดคิ้วมุ่น ชายหนุ่มวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะหัวเตียงโดยไม่พิมพ์ตอบ เขาพลิกตัวนอนตะแคงแล้วหลับตาลง ภาพสุดท้ายที่ปรากฏในหัวก่อนจะผล็อยหลับไปคือใบหน้าหวานของรุ่นน้องและประโยคบอกรักของมันที่พูดให้เขาฟังหลายครั้งหลายหนในวันเดียว

'ผมชอบพี่ปิ๊กครับ'

"รอกูนะ" คืนนั้นปิ๊กละเมอพึมพำออกมาโดยไม่รู้ตัวหลังจากหลับไป

THE END

[PikRome] It's (Not) Lonely Here

posted on 21 Apr 2017 01:02 by oerb in fanfiction directory Fiction

Title: It's (Not) Lonely Here

Rating: G

Genre: Romcom

Paring: PikRome

Author’s note: สวัสดีค่ะ นี่เอิบเอง หายไปนานเหลือเกิน กว่าจะกลับมาได้ก็แอบนอกใจเด็กๆ ฝั่งเกาหลีมาลงฟิกพี่ปิ๊กกับน้องโรมอีก ขอได้รับคำขอโทษจากเอิบไว้ด้วยนะคะ

สารภาพว่าช่วงนี้เอิบหลงปิ๊กกับโรมมาก (ความจริงแอบหวีดมาตั้งแต่ซีซั่น 1 แล้ว แต่เพิ่งจะมาแสดงอาการเอาตอนซีซั่น 2) คนคูลกับคนคิวท์เค้าน่ารักมากเหลือเกินค่ะ มากจนรู้สึกว่าไม่ได้ละ ต้องลงมือเขียนอะไรซักอย่างละ แล้วเอิบก็นั่งลงตรงหน้าแลปท็อปตั้งแต่ 2 ทุ่มจนถึงตี 1 อย่างตอนนี้นี่แหละค่ะ

หวังว่าลูกเรือปิ๊กโรมทุกคนที่หลงเข้ามาอ่านจะเอนจอยกับ It's (Not) Lonely Here นะคะ ถ้าบรรยากาศพาไปคงจะได้มีเรื่องอื่นออกมาอีก แน่นอนว่าฟิกของมยองซูกับซองยอลก็เหมือนกัน!

แล้วพบกันใหม่ค่ะ :)

ป.ล. พิมพ์เสร็จก็ลงเลย ไม่ได้ตรวจทานใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าพบจุดที่ผิดได้โปรดให้อภัยเอิบด้วยนะคะ แจ้งกันมาได้ค่ะ

 

It's (Not) Lonely Here

ไม่ว่าใครก็ออกปากชมบ้านสิรินโชตว่ากว้างขวางและอยู่สบาย ปิ๊กเองก็เคยคิดอย่างนั้น เขาชอบบ้านของตัวเอง สมัยก่อนถ้าไม่มีธุระจำเป็นจริงๆ ปิ๊กจะแทบไม่ออกไปไหนเอาแต่หมกตัวเล่นเกมอยู่กับบ้าน แต่พอโตขึ้นและถูกทิ้งให้ต้องอยู่บ้านตามลำพังนานเข้า จากที่เคยเป็นคนติดบ้าน เขาก็กลายเป็นคนติดเพื่อนแทน ทั้งเรียน ทั้งเข้าชมรม ทั้งมีแฟน ชายหนุ่มทำทุกอย่างเพื่อจะได้ไม่ต้องทนอยู่อย่างโดดเดี่ยวในบ้านหลังใหญ่ของตัวเอง

บอกตามตรงว่าตอนที่ฝันบอกเลิก แทนที่จะเศร้าใจหรือสงสัยว่าเพราะอะไร เขากลับกลัวว่าตัวเองจะต้องเหงามากกว่า

พอตระหนักถึงความเห็นแก่ตัวของตัวเอง ปิ๊กก็ยอมปล่อยมือเธอแต่โดยดี

ช่วงนั้นชีวิตเขาแย่หน่อยๆ ถูกแฟนทิ้งไม่พอ ชมรมเพื่อนร่วมโลกที่เป็นเครื่องฆ่าเวลาชั้นดีก็มีแววจะถูกยุบอีก ตอนที่กำลังคิดว่า 'บัดซบจริงโว้ย กูต้องกลับไปนอนหายใจทิ้งที่บ้านอีกแล้ว' (แม้อันที่จริงชีวิตนักศึกษาสัตวแพทย์จะไม่ปล่อยให้เขามีเวลาหายใจทิ้งมากนัก) โรมก็ปรากฏตัวขึ้น

รุ่นน้องเป็นผู้ชายขี้ก้าง ตัวรึก็เล็กกระจิ๋วหลิว แต่กลับมีอิทธิพลกับเขาอย่างมหาศาล

ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับโรมเป็นความสัมพันธ์ประหลาดๆ เรื่องเริ่มต้นจากไอ้พอร์ช เพื่อนสนิทของเขาปิ๊งไอเดียชวนน้องเอ็มม่า หลานสาวคณบดีมาเข้าชมรมเพื่อให้ท่านคณบดีใจอ่อนยอมปล่อยให้ชมรมมีชีวิตรอด เป็นเพราะเอ็มม่าตัวติดกับโรมตลอด พวกเขาทั้งคู่จึงพลอยรู้จักรุ่นน้องหนุ่มไปด้วย

ไอ้พอร์ชพยายามตื๊อเอ็มม่าทุกวิถีทาง ระหว่างนั้นเขาจึงหาอะไรให้ตัวเองทำด้วยการทำความคุ้นเคยกับโรม (เช่นลากตัวมันมาบังคับกรอกใบสมัครเข้าชมรมและสั่งให้มันไปกล่อมเอ็มม่าให้ยอมร่วมมือ) กว่าหญิงสาวจะใจอ่อน เขาก็สนุกกับการมีไอ้โรมให้แกล้งแล้ว

โรมอายุน้อยกว่าเขา 3 ปี เพราะอย่างนั้นอีกฝ่ายจึงเกรงใจและไม่กล้าหือกับเขา เขาขโมยอาหารมันมากินเกือบทั้งจานมันก็ได้แต่ทำหน้าเจื่อน ด่าอะไรก็เพียงแต่ทำหน้าบู้บี้ สั่งให้ทำอะไรก็ทำหมด การอยู่กับรุ่นน้องทำให้ปิ๊กรู้สึกมีอำนาจประหนึ่งได้กลับไปเป็นหัวหน้าแก๊งเด็กแถวบ้าน เขาได้เพลิดเพลินกับการแกล้งรุ่นน้อง ได้สนุกกับพวกที่ชมรม ได้ยุ่งวุ่นวายกับการเรียนและการสอบ ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี

แต่ถึงอย่างนั้นบ้านสิรินโชตก็ยังเป็นสถานที่ที่ไม่น่าอยู่สำหรับเขาเหมือนเดิม

 

"ผมมาชมรมทีไรเจอพี่ทุกทีเลยอะ บางทีพี่กับพี่พอร์ชก็มาช่วยโปรเจ็กต์ของผมกับเอ็มม่าด้วย ที่บ้านไม่บ่นบ้างเหรอครับ?" ไอ้โรมถามเขาขึ้นวันหนึ่งขณะเดินเลือกของในมินิมาร์ทด้วยกัน

เขาเหลือบมองมันด้วยหางตานิดหน่อยก่อนจะตอบสั้นๆ ว่า "ยุ่ง"

รุ่นน้องทำปากยื่นใส่เขา "อ้าวพี่ ถามดีๆ นะเนี่ย" ตั้งแต่อยู่ด้วยกันบ่อยๆ ไอ้โรมก็กล้ากับเขาขึ้น

"กูไม่ด่าว่าเสือกก็บุญหัวมึงแล้วมั้ย?" ว่าแล้วเขาก็เอาเลย์ถุงใหญ่เคาะหัวมันก่อนโยนลงตะกร้าที่อีกฝ่ายถืออยู่

"ถามดีๆ ก็ด่ากันอะเนอะ คนเรา"

"อะไรของมึง? ฮะ อะไร?" ชายหนุ่มยกขาเตะไอ้โรมที่ขยับปากบุ่นมุบมิบงุบงิบอย่างมันเขี้ยว

มันห่อไหล่หนีพลางยกขาหลบเขา ทำท่าเหมือนกลัวแต่หัวเราะออกมาราวกับสนุกกับการถูกเขาเตะซะเต็มประดา

พักหลังๆ โรมทักเขามาในไลน์เสมอ ถามการบ้านบ้าง คุยเรื่อยเปื่อยบ้าง นินทาพอร์ชกับเอ็มม่าบ้าง เพราะอย่างนี้มันกับเขาถึงได้สนิทกัน เขาเบื่อการอยู่บ้านอยู่แล้ว พอรุ่นน้องชวนคุยมาก็เลยคุยตอบ

คุยกับไอ้เด็กนี่โคตรเพลินเลย

จริงๆ นะ

เขาคงจะปล่อยให้โรมเข้ามามีบทบาทในชีวิตของเขามากกว่านั้น ถ้าวันหนึ่งไอ้พอร์ชไม่ถามเขาว่าเขาคิดอะไรกับรุ่นน้องรึเปล่า

"ไอ้โรม?" ปิ๊กถามย้ำกับเพื่อนให้แน่ใจว่าหูตัวเองไม่ได้ฝาด

"เออ"

"นี่มึงหาว่ากูชอบผู้ชายเหรอ?" เขาชักสีหน้าใส่เพื่อนสนิท

"เปล่า! คือ...มึงไม่ได้ชอบ...ใช่เปล่าล่ะ?"

"ก็เอออะดิ ถามอะไรแปลกๆ วันหลังอย่าถามกูอย่างนี้อีกนะ"

คืนนั้นเขาไปนอนค้างหอไอ้พอร์ช ไอ้โรมส่งข้อความมาหาเขาเหมือนเคย และเขาเลือกที่จะไม่ตอบ

เขาชอบอยู่กับไอ้โรมเพราะสนุกดี มันช่วยให้เขามีอะไรทำ แต่ถ้าการสนิทกับรุ่นน้องจะทำให้เขาถูกเข้าใจว่าชอบผู้ชาย เขาขอเลือกไม่มีอะไรทำดีกว่า

 

ไม่

ไม่ดี

การณ์ปรากฏว่าการเลิกคุยกับไอ้โรมทำให้เขาโคตรเหงา แต่เพราะไม่อยากถูกเข้าใจผิดเขาจึงยังทำใจแข็งไม่ตอบไลน์รุ่นน้องและหันไปชิทแชทกับไอ้พอร์ชแทน เพื่อนสนิทถามปนด่ามาเป็นตัวอักษรว่า 'ผีอะไรเข้าสิงมึงถึงทักไลน์มาชวนกูคุย? เปลี่ยวงี้?' เขาส่งสติ๊กเกอร์ด่ามันกลับไป มันก็ส่งสติ๊กเกอร์ด่าเขากลับมา เป็นอันว่าเขาได้ไอ้พอร์ชเป็นเพื่อนคุยแทนไอ้โรมจึงเอาชีวิตรอดในแต่ละคืนได้

ปิ๊กยังคุยกับโรมเวลาเจอหน้ากันเหมือนเดิม รู้สึกอึดอัดบ้างเป็นบางครั้ง แต่ก็สบายใจที่มันเองก็ยังคุยกับเขาตามปกติ มันตัดพ้อเขานิดหน่อยที่อ่านข้อความแล้วไม่ยอมตอบ แต่พอถูกเขาดุเข้าหน่อยก็เลิกพูด

เขาตั้งใจจะรักษาระยะห่างระหว่างตัวเองกับมันไว้เท่านี้ ไม่ไกล แต่ก็ไม่ใกล้ อยู่ในระยะปลอดภัย ไม่ถูกล้ำเส้น

ทั้งๆ ที่ตั้งใจไว้อย่างนั้น ก็มีเหตุให้เขาต้องเป็นฝ่ายทำลายเส้นที่ขีดไว้ซะเอง

ไอ้พอร์ชซึมหนักเพราะถูกน้องเอ็มม่าโกรธจนไม่แม้แต่จะคุยกับเขา เขานึกสภาพเพื่อนนั่งหงอยเป็นหมาถูกเจ้านายดุแล้วก็ให้สงสารจึงพยายามหาทางช่วย โบราณว่าสองหัวดีกว่าหัวเดียว เขาโทรศัพท์ตามไอ้โรมมาที่บ้านเพราะตัวเองอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว ไม่อยากออกไปนอกบ้านให้ตัวเหนียวอีก

รุ่นน้องมาหาเขาที่บ้านอย่างว่าง่าย ตอนที่อีกฝ่ายเข้าบ้านมาแล้วพบแต่ความเงียบ มันก็ถามเขาว่าเขาอยู่บ้านคนเดียวเหรอ เขาตอบมันสั้นๆ แค่อือแล้วชวนมันหารือเรื่องพอร์ชกับเอ็มม่า

เขาคิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายควบคุมโรมมาตลอด แต่พอไฟในหมู่บ้านดับลงเท่านั้น เขาก็พบความจริงว่าตัวเองคิดผิด

"บรรยากาศแบบว่า..." รุ่นน้องพูดทำลายความเงียบ

"น่ากลัวเหรอ?" ปิ๊กถาม

แสงเทียนที่จุดไว้ช่วยให้ชายหนุ่มเห็นว่าอีกฝ่ายส่งยิ้มบางๆ ให้เขา "ผมว่า...ออกแนวโรแมนติกมากกว่าพี่"

เขาฟังคำตอบแล้วทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก บอกตามตรงว่าบรรยากาศรอบตัว ณ ขณะนั้นทำให้ใจเขาสั่นแปลกๆ เขาพยายามเปลี่ยนเรื่องด้วยการถามถึงพอร์ชกับเอ็มม่าขึ้นมาอีก แต่โรมก็ขัดเขาประโยคสั้นๆ ว่า "พี่ครับ...ผมว่าตอนนี้...เราคุยเรื่องของเราสองคนกันก่อนดีกว่า" แล้วก็ขยับตัวเข้ามาแนบริมฝีปากลงบนปากของเขา

 

เวร เวร เวร เวร เวร

 

คือคำที่ดังอยู่ในหัวของเขาขณะที่ไอ้โรมค่อยๆ ยื่นหน้าเข้ามาใกล้เข้าๆ

แต่พอริมฝีปากของพวกเขาทั้งคู่ประทับกันเท่านั้น ในหัวของปิ๊กก็ขาวโพลนไปหมด

เขาเป็นฝ่ายผละออกจากมันก่อน มันพูดบางอย่างกับเขา บอกว่าขอบคุณที่แกล้งหรืออะไรซักอย่างซึ่งเขาจับความไม่ค่อยได้เพราะยังตั้งสติไม่ได้ แม้จะลุกหนีไปด่าตัวเองจนกลับมานั่งคุยกับมันแล้วก็ยังงงไม่หาย

โชคดีที่ไอ้โรมก็ยังเป็นไอ้โรม ถึงแม้มันจะเป็นฝ่ายเข้าหาเขาจนทำเอาเขาไปไม่เป็น แต่พอเขาสั่งให้มันหยุดพูดถึงเรื่องนี้มันก็ยอมหันไปคุยเรื่องเพื่อนสนิทของเขากับของมันตามเดิมแต่โดยดี

พวกเขาสุมหัวกันคิดแผนและทำตามแผนกันจนดึกดื่น พอเห็นตัวเลขบนหน้าจอโทรศัพท์บอกเวลาห้าทุ่ม ปิ๊กก็รีบเอ่ยปากถามรุ่นน้อง

"เฮ้ยไรวะ เผลอๆ ก็ห้าทุ่มแล้ว บ้านมึงจะด่ากูรึเปล่าเนี่ย"

โรมส่ายหน้าให้เขาบางๆ "ไม่เป็นไรหรอกพี่ ผมบอกพ่อแม่ก่อนออกมาแล้วว่าจะกลับดึก ว่าแต่บ้านพี่เหอะ ป่านนี้แล้วยังไม่มีใครกลับมาอีกเหรอ?"

"เหอะ ก็กูบอกแล้วไงว่ากูอยู่คนเดียว พ่อแม่กูอยู่ต่างประเทศ"

"เหรอครับ?" รุ่นน้องกะพริบตาปริบๆ "อ๋อออ มิน่าล่ะพี่ถึงแทบไม่กลับบ้านกลับช่องเลย อยู่คนเดียวมีอิสระดีเนอะ"

"อิสระหน้ามึงสิ มึงลองต้องอยู่บ้านคนเดียวเป็นปีๆ ก่อนแล้วค่อยมาอิจฉากู" เขาเอื้อมมือไปผลักหัวอีกฝ่ายฉุนๆ "มึงรอกูตรงนี้ เดี๋ยวกูไปหยิบกุญแจรถแล้วขับไปส่งมึง"

"ครับ" ฝ่ายนั้นรับคำอย่างว่าง่าย พอเขากลับลงมาจากชั้น 2 แล้วเรียกมันให้ตามไปขึ้นรถมันก็ไป บอกให้โทรบอกที่บ้านว่ากำลังจะกลับมันก็โทร สั่งให้ตั้ง GPS ทางไปบ้านมันก็ทำ

ทั้งๆ ที่หัวอ่อนยอมทำตามคำพูดของเขาทุกเรื่องอย่างนี้มันกลับเป็นฝ่ายขโมยจูบเขา

ไอ้โรม ไอ้เด็กสองหน้า ไอ้มารยา ไอ้หน้าไม่อาย ไอ้ ไอ้ ไอ้ ไอ้ ไอ้

"พี่ปิ๊กครับ"

ปิ๊กสะดุ้งโหยงเมื่อจู่ๆ อีกฝ่ายก็เรียกเขาเสียงดังขณะที่เขากำลังด่ามันในใจอยู่

"อะไรของมึง รถก็คันแค่นี้ เรียกกูเบาๆ ก็ได้"

"ก็ผมเรียกพี่หลายครั้งแล้วพี่ไม่ตอบอะ"

"มึงมีอะไร?"

"ผมจะถามพี่ว่า ถ้าพี่ไม่ว่าอะไร ผมขอมาเล่นที่บ้านพี่บ่อยๆ ได้มั้ย?"

ชายหนุ่มฟังคำถามแล้วถึงกับลืมหายใจ "มึงว่าอะไรนะ?"

รุ่นน้องสูดหายใจเข้าเหมือนรวบรวมกำลังใจแล้วถามคำถามกับเขาอีกครั้ง "ผม...ขอมาบ้านพี่บ่อยๆ ได้มั้ยครับ?"

"บ้านกู?" บ้านของเขา บ้านสิรินโชตที่ดีแต่ใหญ่แต่ไม่มีชีวิตชีวาน่ะเหรอ?

"ครับ บ้านพี่"

"บ้านกูน่ะนะ?" เขาถามย้ำ

"ครับ บ้านพี่น่ะแหละ"

"บ้านที่โคตรจะน่าเบื่อของกูน่ะ?"

"ไม่เห็นจะน่าเบื่อเลยครับ เมื่อกี้ผมกวาดๆ ตาดูก็มีอะไรให้ทำตั้งหลายอย่าง"

"เหรอ?" ปิ๊กทำเสียงสูง "เช่นอะไรบ้าง?"

"ก็...มีทีวีให้ดู..."

"แล้ว?"

"เอ่อ...มีหนังสือให้อ่าน..."

"มึงนี่เก่งเนอะ หนังสือพ่อกูมีแต่ภาษาอังกฤษทั้งนั้น ขนาดกูยังไม่คิดจะหยิบมาอ่านเลย"

"คือ...มันมีพี่น่ะครับ"

"ฮะ?"

"บ้านพี่...มีพี่อยู่น่ะครับ แล้วพี่ก็ดูเหงาๆ..."

 

เอี๊ยด

ปิ๊กหักพวงมาลัยรถเข้าริมทางแล้วแตะเบรก

 

"ไอ้โรม" เขาดึงเบรกมือขึ้นพร้อมๆ กับหันไปมองหน้ารุ่นน้อง

"ครับ" อีกฝ่ายทำหน้าตาตื่นใส่เขาเหมือนทุกครั้งที่กลัวว่าจะถูกเขาแกล้งหรือดุด่า

"มึงคงไม่ได้กำลังคิดว่ากูเป็นเด็กมีปัญหา ขาดความรักความเมตตาจากครอบครัว แล้วก็เลยพยายามจะทำตัวเป็นนักสังคมสงเคราะห์ใส่กูใช่มั้ย?"

โรมยังคงทำท่าโตใส่เขาไม่หยุด

"กูบอกมึงไว้ตรงนี้เลยนะ ว่ากูโตแล้ว กูดูแลตัวเองได้ กูอยู่คนเดียวได้ และกูไม่ได้เหงา" เขาร่ายต่อ "ถ้ามึงสงสารกู กูขอสั่งให้มึงหยุดเพราะกูไม่ต้องการความสงสาร มึงอ่านปากกูนะ กู-อยู่-คน-เดียว-ได้"

ชายหนุ่มโกยลมเข้าปอดขนานใหญ่เมื่อพูดประโยคยาวๆ ทั้งหมดนั้นจบ เขามองหน้ารุ่นน้อง รุ่นน้องมองหน้าเขาตอบ อีกฝ่ายเลิกทำตาโตแล้ว แต่กะพริบตาปริบๆ ใส่หน้าเขาแทน เวลาผ่านไปซักพัก ริมฝีปากอิ่มของอีกฝ่ายก็ค่อยๆ เหยียดออกเป็นรอยยิ้ม ปิ๊กขมวดคิ้วมุ่น เขาไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายยิ้มทำไมและจะไม่ปล่อยให้ตัวเองต้อสงสัยอยู่อย่างนี้ด้วย

"มึงยิ้มเหี้ยอะไร?" เขาถาม

"ขำพี่อะ" รุ่นน้องตอบ "พูดมากจนหายใจไม่ไม่ทันเลย"

ปิ๊กเอื้อมมือไปตบกะโหลกสั่งสอนโรมทันควัน แต่ฝ่ายนั้นรู้ทันเขาและหลบพ้น เขาจึงยิ่งไม่สบอารมณ์หนัก ปลดเบรกมือแล้วหันไปออกรถต่อ

"พี่ปิ๊ก" โรมเรียกเขาแต่เขาไม่อยู่ในอารมณ์จะตอบ หางตาเขาเห็นอีกฝ่ายหันมามองตัวเองเหมือนรอให้เขาขานรับแต่เขายังคงเงียบอยู่

"พี่ปิ๊กครับ" รุ่นน้องเรียกเขาอีกครั้งและพูดต่อโดยไม่รอให้เขาตอบรับอีก "ผมแค่ขอไปบ้านพี่เพราะอยากอยู่กับพี่เองครับ"

ปิ๊กไม่รู้ว่าตัวเองหยุดหายใจจนกระทั่งรู้สึกตัวว่าขาดอากาศ

"ผมไม่ได้คิดอะไรอย่างที่พี่พูดออกมาเลย ผมรู้ว่าพี่เป็นคนเข้มแข็ง ถึงจะชอบแกล้งผมแต่ความจริงแล้วพี่เป็นคนใจดีแล้วก็อ่อนโยนมากๆ อย่างตอนนี้พี่จะปล่อยให้ผมขึ้นแท็กซี่กลับบ้านเองก็ได้ แต่พี่ก็อุตส่าห์ขับรถไปส่งผมถึงบ้าน"

เขาเหลือบตามองอีกฝ่ายแล้วพบว่าโรมเองก็กำลังมองเขาอยู่ ชายหนุ่มจึงรีบละสายตากลับไปมองถนนตรงหน้าต่อ

"เพราะงั้น...ถ้าพี่ไม่ว่าอะไร ผมขอไปเล่นที่บ้านพี่บ่อยๆ ได้มั้ยครับ?"

ปิ๊กไม่ตอบ

ส่วนโรมก็ไม่ตื๊อถาม

บนรถมีเพียงเสียงนำทางจากเครื่อง GPS

"จะถึงจุดหมายในอีก 700 เมตร"

"จะถึงจุดหมายในอีก 300 เมตร"

"ถึงจุดหมาย"

เสียงเรียบเฉยของหญิงสาวดังรายงานจนกระทั่งรถของเขามาถึงประตูรั้วบ้านเดี่ยวหลังหนึ่ง เขาจอดรถตรงนั้น เอื้อมมือไปปลดล็อคประตูแล้วรอให้คนบนเบาะข้างๆ ลงจากรถ

โรมยกมือไหว้และบอกขอบคุณเขาก่อนเปิดประตูแล้วก้าวลงไปเงียบๆ เขามองตามอีกฝ่ายเดินอ้อมหน้ารถไป รอจนรุ่นน้องเปิดประตูรั้วเดินเข้าไปในบ้านจึงค่อยหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดห้องแชทของเขากับมันที่ไม่ได้พิมพ์อะไรตอบไปนานมากแล้ว ข้อความล่าสุดที่ไอ้โรมส่งมาเป็นสติ๊กเกอร์บราวน์นั่งกอดเข่าเหงาๆ เขาหัวเราะขันๆ ใส่ไอ้หมีสีน้ำตาล พิมพ์อะไรยุกยิกแล้วกดส่งไป จากนั้นก็วางโทรศัพท์ลงแล้วขับรถกลับบ้าน

 

เช้าวันเสาร์ซึ่งเป็นวันถัดมาปิ๊กตื่นสายตามปกติ เขาลุกขึ้นพาตัวและหัวยุ่งๆ ลงไปหาอะไรกินที่ชั้นล่าง เดินผ่านห้องนั่งเล่นกำลังจะไปถึงห้องครัวถึงค่อยรู้สึกตัวว่าในบ้านมีอะไรบางอย่างแปลกๆ ชายหนุ่มก้าวถอยหลังกลับไปสองสามก้าว หันไปมองโซฟาและพบว่าบนนั้นมีไอ้โรมนั่งหน้าแป้นแล้นอยู่

"ไอ้เหี้ย!" เจ้าของบ้านร้องลั่น "กูนึกว่าโจรขึ้นบ้านกูซะอีก!"

"โจรที่ไหนจะนั่งหัวโด่กลางบ้านอย่างนี้ล่ะพี่"

"มึงมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมกูไม่เห็นได้ยินเสียงออด"

"ผมกดแล้วนะ ป้าแม่บ้านมาเปิดให้ผม บอกว่าพี่ยังไม่ตื่นจะไปปลุกให้ แต่ผมไม่อยากกวนเลยบอกว่าจะนั่งรอที่นี่"

"ป้าเพ็ญญญญญ!!!" ปิ๊กโหยหวนเรียกแม่บ้าน เธอส่งเสียงว่า "ค่า ค่า ค่า คุณปิ๊กกก" ก่อนจะเดินออกมาจากครัว

"ป้าเพ็ญทำไมไม่ปลุกผมอ้ะ!?"

"ก็คุณโรมเค้าบอกว่าจะรอ แล้วป้าเองก็ไม่อยากปลุกคุณปิ๊กน่ะค่ะ"

"ป้าเพ็ญอ้ะะะะะ" ชายหนุ่มทำปากยื่นใส่หญิงวัยกลางคนท่าทางใจดี เธอเอื้อมมือมาลูบแขนเขาเพื่อปลอบ

"กินข้าวค่ะคุณปิ๊ก ป้าเตรียมของโปรดไว้ให้แล้ว คุณโรมก็เชิญด้วยนะคะ"

"ไม่ต้องไปชวนมัน มันเสนอหน้ามาเอง!"

"เอ๊ พูดอย่างนี้ได้ยังไง เดี๋ยวป้าก็เอาไปรายงานคุณท่านซะหรอก" ป้าเพ็ญทำเสียงเข้าใส่เขาก่อนหันไปพยักหน้าชวนไอ้โรมอีกครั้ง

รุ่นน้องลุกขึ้นจากโซฟาเดินก้มหน้างุดๆ ผ่านเขาไป เขามองเห็นว่ามันกำลังกลั้นขำอย่างสุดพลังอยู่จึงฟาดหลังมันเข้าให้ มันร้องโอ๊ยๆ เสร็จแล้วก็หัวเราะต่อ พอเขาถามว่าหัวเราะอะไร โรมก็ตอบว่าเปล่าแต่ก็เอาแต่หัวเราะอยู่นั่น เสียงด่าของเขากับเสียงหัวเราะของโรมและเสียงปรามของป้าเพ็ญดังขรมไปทั่วบ้านสิรินโชติ ไม่ใช่เฉพาะวันนั้นแต่วันอื่นๆ หลังจากนั้นก็เช่นกัน

 

โรมออกปากชมบ้านสิรินโชตว่ากว้างขวางและอยู่สบายแทบทุกครั้งที่มาเยือนที่นี่ ปิ๊กไม่ว่าอะไร เขาเพียงแต่พยักหน้ารับรู้เพราะไม่ว่าใครก็ชมบ้านของเขาว่าอย่างนั้นกันทั้งนั้น

เขาอาจจะเคยไม่เห็นด้วยกับคำพูดเหล่านั้น แต่ตั้งแต่มีไอ้โรมเป็นแขกประจำ ชายหนุ่มก็รู้สึกว่าบ้านของเขากลับมาน่าอยู่เหมือนเดิมทีละนิดๆ

นับว่าเขาคิดไม่ผิดที่พิมพ์ข้อความนั้นส่งกลับไปหารุ่นน้อง

 

'อยากมาก็มา มึงนี่เรื่องเยอะจริงๆ'

THE END

[Infinite] A Coincidental Love

posted on 25 Jun 2016 22:29 by oerb in fanfiction directory Fiction

Title: A Coincidental Love

Rating: G

Genre: Romcom

Paring: MyungsooSungyeol

Author’s note: แด่เคลอลลี่ป๊อป สุขสันต์วันเกิดเด็กสาวที่เป็นแรงใจให้เราเสมอ อภัยให้เราด้วยถ้าพบคำผิด เรารีบ เรากลัวไม่ทันวันเกิดเธอ ถถถถถ

 

A Coincidental Love

มยองซูตกใจ เขาได้แต่นั่งทำตาโตอยู่ในรถขณะที่คนแปลกหน้าคนหนึ่งกำลังตั้งหน้าตั้งตาจัดหน้าจัดผมโดยอาศัยหน้าต่างรถของเขาเป็นกระจก รถของเขาจอดอยู่บนลานจอดหน้าฮอลล์จัดงานแต่งงาน เขาจอดรถแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเช็กข้อความแค่แป๊บเดียว พอเงยหน้ามาอีกทีก็เจอคนแปลกหน้าคนที่ว่าแล้ว เขาตะลึงอยู่ประเดี๋ยวเดียวก็หัวเราะออกมาดังพรืด มยองซูรู้ว่าตัวเองติดฟิล์มหน้าต่างรถไว้มืดมาก รู้ว่าจะต้องมีคนอาศัยหน้าต่างรถของตัวเองเป็นกระจกเพราะเขาเองก็ทำ แต่เขาไม่นึกว่าจะได้พบเหตุการณ์อย่างที่กำลังเจออยู่ตอนนี้ ผ่านมาเป็นนาทีแล้วแต่คนข้างนอกยังไม่ไปไหนเลย เอาแต่ปัดผมม้าไปมาเดี๋ยวซ้ายเดี๋ยวขวาแล้วก็หยิบแว่นสายตา (มั้ง) มาถอดเข้าถอดออกอยู่นั่น ถ้าฝ่ายนั้นหน้าตาไม่น่าเอ็นดู มยองซูคงเปิดกระจกรถให้อีกฝ่ายรู้ว่ามีคนนั่งอยู่ในรถไปแล้ว แต่คนแปลกหน้าคนนี้มองเพลินเหลือเกิน มยองซูก็เลยปล่อยให้อีกฝ่ายแต่งหล่อไปตามสบาย ถ้าไม่ติดว่ากลัวตัวเองจะดูโรคจิต เขาจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายวิดีโอเก็บไว้เปิดดูเวลาอยากหัวเราะ แต่แน่นอนว่ามยองซูไม่ได้ทำ

คนแปลกหน้าจากไปหลังตกลงใจจะปัดผมม้าไปทางขวาและไม่สวมแว่น คล้อยหลังฝ่ายนั้นไปครู่เดียวมยองซูก็ลงจากรถแล้วเดินตามฝ่ายนั้นเข้าไปในอาคารหรูหราสีขาวสูงตระหง่านเพื่อไปร่วมงานแต่งงานของรุ่นพี่สมัยวิทยาลัย เขาคิดว่าตัวเองคงไม่มีโอกาสได้เจอเจ้าของใบหน้าน่ารักนั้นอีกและเหตุการณ์เมื่อสักครู่คงเป็นแค่เรื่องขำๆ เรื่องหนึ่งของชีวิต แต่พอมยองซูเห็นว่าคนๆ นั้นกำลังพูดคุยอย่างออกรสกับเจ้าบ่าวคนหนึ่งซึ่งบังเอิญเป็นคนเดียวกับที่เขามาหาเพื่อแสดงความยินดี มยองซูก็เริ่มคิดว่านี่อาจจะเป็นพรหมลิขิต

“มยองซู! มาแล้วเรอะ!”

รุ่นพี่สังเกตเห็นเขาจึงตะโกนเรียกเสียงดัง คนแปลกหน้าคนนั้นหันมามองเขา เมื่อเห็นว่าเจ้าบ่าวต้องรับแขกคนอื่น ฝ่ายนั้นก็ขอตัวแล้วเดินไปในห้องจัดพิธี

“พี่จองอุก” มยองซูเดินเข้าไปกอดรุ่นพี่คนสนิท “ยินดีด้วยนะพี่”

“ขอบใจมาก! ไปหาพวกมินซอกสิ พวกนั้นอยู่ข้างในแล้ว”

“ไรอะ เจอหน้าปั๊บก็ไล่กันซะละ” เขาแสร้งทำปากยื่นใส่เจ้าบ่าว “ว่าแต่คนที่ยืนคุยอยู่ด้วยเมื่อกี้นี้ใครน่ะ?”

“หา ซองยอลน่ะเหรอ? น้องที่ทำงานน่ะ”

หลังจากจองอุกก็พูดนู่นพูดนี่ให้เขาฟังอีก เขาเลือกฟังแต่เรื่องที่ตัวเองอยากฟัง เช่นซองยอลคนนั้นอายุมากกว่าเขาปีหนึ่ง ทำงานอยู่ทีมเดียวกันกับพี่จองอุก บ้านอยู่ยงอินแต่มาเช่าหออยู่ในโซล ชงกาแฟอร่อยก็เลยโดนพี่จองอุกใช้ให้ชงให้ประจำ

มยองซูมองหาซองยอลแล้วมองตามอีกฝ่ายตลอดงาน ทั้งตอนอยู่ในพิธี ตอนถ่ายรูปหมู่ แล้วก็ตอนกินเลี้ยง มยองซูพูดกับจองอุกก่อนอีกฝ่ายจะขึ้นรถไปฮันนีมูนกับภรรยาว่า

“พี่”

“หา?”

“เดี๋ยวไว้เราไปกินข้าวหลังเลิกงานกันนะ แถวบริษัทพี่ก็ได้ ฉันเลี้ยงเอง”

“เฮ้ย ไม่เป็นไร แค่มางานก็ดีใจแล้ว ไม่ต้องเลี้ยงให้อีกหรอก”

“ฉันเลี้ยงเอง เพราะฉะนั้นพี่ต้องทำอะไรให้ฉันอย่างหนึ่ง”

“หา?” จองอุกงงเต้ก “ทำอะไรวะ?”

“พี่ต้องทำยังไงก็ได้ให้ซองยอลมากินด้วย เข้าใจมั้ย?”

“ฮะ?”

“เอาซองยอลมากินด้วย เข้าใจมั้ย?”

“ซองยอลเกี่ยวไรอ้ะ?”

“เข้าใจมั้ย?”

“แต่-“

“เข้าใจมั้ย?”

“เข้าใจแล้ว”

               

จองอุกกับภรรยาไปฮันนีมูนที่เมืองไทยหนึ่งอาทิตย์ หลังรุ่นพี่กลับมาโซลได้สามวัน มยองซูก็วิ่งแจ้นไปปรากฏตัวหน้าบริษัทของอีกฝ่ายทันทีที่เลิกงาน

“มยองซู!”

“พี่” มยองซูยิ้มให้จองอุกแว้บเดียวก็หันไปสนใจคนที่เดินมากับอีกฝ่าย วันนี้ซองยอลแต่งตัวสบายๆ และสวมแว่นสายตา เขานึกในใจว่าในวันธรรมดาๆ อย่างนี้อีกฝ่ายคงไม่ต้องเสียเวลายืนแต่งตัวหน้ากระจกอย่างคราวก่อนที่เจอกัน

“ซองยอลนี่มยองซู มยองซูนี่ซองยอล หมอนี่เป็นรุ่นน้องสมัยมหา’ลัย หมอนี่เป็นน้องในทีม รู้จักกันละนะ ปะ ไปกินเนื้อกัน วันนี้มยองซูจะเลี้ยง เย้” จองอุกแนะนำพวกเขาสองคนให้รู้จักกันแบบง่ายๆ แล้วซองยอลก็เป็นฝ่ายยื่นมือมาให้มยองซูก่อน เขาจับมือของอีกฝ่ายเขย่าแล้วยิ้มให้ก่อนจะแนะนำตัวเองอีกที “คิมมยองซูครับ”

“อ๋อ ครับ อีซองยอลครับ” ซองยอลยิ้มตาหยีให้เขา “พี่จองอุกบอกว่าอยู่ดีๆ คุณก็อยากเลี้ยงเนื้อแล้วก็ชวนผมมาช่วยถล่ม”

มยองซูพบว่าซองยอลไม่ได้มีดีแต่หน้าตา แต่อัธยาศัยก็ดีจนน่าใจหายด้วย ทั้งๆ ที่เพิ่งพบกันครั้งแรกแต่ซองยอลกลับชวนเขาคุยได้อย่างเป็นธรรมชาติ ระหว่างย่างเนื้อกินพวกเขาสามคนคุยกันหูดับตับไหม้ ด้วยเหตุนี้แม้จะเพิ่งกินข้าวด้วยกันแค่มื้อเดียว มยองซูก็คุ้นเคยกับซองยอลจนสามารถชวนกันไปดื่มกาแฟล้างปากเพียงสองคนได้โดยไม่ต้องง้อจองอุกที่ขอตัวกลับบ้านไปหาภรรยอีก

ซองยอลประหลาดใจเมื่อเห็นมยองซูเลือกสั่งสตรอเบอร์รี่ชีสเค้กแฟรปปูชิโน่มาดื่ม อีกฝ่ายบอกว่าคนหน้าตาอย่างเขาน่าจะดื่มเอสเพรสโซหรือไม่ก็อเมริกาโน่มากกว่า พออีกฝ่ายเปิดประเด็นมาว่าอย่างนั้น มยองซูกับซองยอลก็เลยคุยกันว่าตัวเองชอบอะไรและไม่ชอบอะไรกันบ้าง เขาพบว่าซองยอลชอบอ่านหนังสือแนวสืบสวนสอบสวนเหมือนเขา ซองยอลพบว่ามยองซูไม่ชอบกินกระเทียมเหมือนกับตัวเอง พวกเขายังมีน้องชายอายุไล่เลี่ยกันเหมือนกันด้วย แล้วทั้งคู่ก็ไม่ชอบฝนเหมือนกันด้วย พวกเขาสองคนคุยกันในร้านกาแฟอยู่นานสองนานก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้าน

แน่นอนว่ามยองซูไม่ลืมชวนซองยอลให้มาเจอกันอีก

(แค่สองคน เพราะพี่จองอุกไม่จำเป็นสำหรับเขาแล้ว)

               

มยองซูนัดเจอกับซองยอลอีกหลายครั้ง ไปดูหนังกันบ้าง ไปกินข้าวหลังเลิกงานบ้าง (ซึ่งถ้าเป็นอย่างหลัง บางครั้งพี่จองอุกก็โผล่มาร่วมวงด้วย) มีอยู่ครั้งสองครั้งที่ซองยอลไปเที่ยวกับมยองซูและเพื่อนๆ ของเขา (ซึ่งเขาแฮปปี้มากที่ซองยอลเข้ากับเพื่อนของเขาได้) เขามั่นใจขึ้นทุกครั้งที่เจอกันว่าตัวเองชอบอีกฝ่าย แต่ไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายจะคิดยังไงกับตัวเอง เพราะท่าทีที่ซองยอลแสดงออกกับเขาก็เหมือนกับที่อีกฝ่ายแสดงออกกับทุกคนคือดีใจหายกับเขาเท่าไหร่ก็ดีกับคนอื่นเท่านั้น อย่างตอนมยองซูชวนซองยอลไปกินข้าวกับพวกมินซอก ซองยอลก็คอยคีบไส้หมูให้ทั้งเขาทั้งเพื่อนสนิท ไม่สิ อีกฝ่ายคีบให้มินซอกมากกว่าเขาซะอีกเพราะหมอนั่นอ้อนซองยอลเอาๆ ส่วนเขาก็ได้แต่ส่งสายตาพิฆาตให้ไอ้เพื่อนตัวจิ๋วที่ก็ไม่ได้เกรงกลัวเขาเลยซักนิดเดียว

จริงๆ แล้วเรื่องคีบไส้นั่นเป็นเรื่องเล็กมาก มยองซูไม่เดือดร้อนกับความใจดีบนโต๊ะอาหารของซองยอลเท่าไหร่ เขารู้สึกน้อยใจและเสียความมั่นใจมากๆ ก็ตอนที่รู้ว่าซองยอลแชทกับมินซอกบ่อยกว่าเขาต่างหาก หมอนั่นชอบพูดว่าเมื่อวานคุยกับซองยอล ซองยอลบอกว่าอย่างนั้น เมื่อเช้าคุยกับซองยอล ซองยอลว่าอย่างนี้ เขาไม่ได้หึงซองยอลกับเพื่อนสนิทเพราะมินซอกมีแฟนเป็นตัวเป็นตน แต่รู้สึกปวดใจที่ซองยอลไม่ได้ปฏิบัติกับเขาพิเศษกว่าคนอื่นเลย

หลังเวลาผ่านไปได้สองเดือนกว่าๆ พอไม่มีสัญญาณจากอีกฝ่ายให้เขาพอเอามาคิดเข้าข้างตัวเองได้ จิตใจของมยองซูก็ห่อเหี่ยวลง

‘พี่ ช่วงนี้ซองยอลเป็นไงมั่ง?’ มยองซูส่งข้อความไปหาจองอุกในช่วงพักเที่ยงวันหนึ่ง เขาไม่ได้เจอคนที่ถามถึงมาสองอาทิตย์แล้ว เพราะงานยุ่งด้วย แล้วก็เริ่มหมดความมั่นใจในตัวเองด้วย

‘ก็ปกติดี ถามทำไมอะ?’ รุ่นพี่ตอบเขา มยองซูอ่านแล้วใจแฟบกว่าเดิม

‘ยุ่งรึเปล่า ปิดเล่มกันยัง?’

‘เพิ่งปิดไปเมื่อวานซืนตอนนี้เลยพอหายใจได้ทั่วท้องหน่อย พูดถึงท้องแล้วหิวเลยอะ มากินข้าวแถวนี้อีกดิ ช่วงนี้หายหัวไปเลยนะ’

มยองซูอ่านข้อความจากจองอุกแล้วถอนหายใจ เขาเกือบจะพิมพ์ตอบไปว่า ‘ไปแล้วก็ไม่รู้เค้าจะอยากเจอรึเปล่า’ แต่ก็เปลี่ยนใจลบทิ้งเพราะรู้สึกว่ามันลำไยไปหน่อย ‘ช่วงนี้ไม่ได้อะ โคตรยุ่ง’

‘ศุกร์หน้าล่ะ?’

‘ศุกร์หน้าน่าจะได้’

‘งั้นศุกร์หน้านะ เดี๋ยวซองยอลไปด้วย’

‘ชวนแล้ว?’

‘เนี่ย นั่งอยู่ด้วยกัน ซองยอลเป็นคนถามเองว่าศุกร์หน้าว่างรึเปล่า’

มยองซูตาโต จากที่นั่งห่อไหล่อยู่ก็ยืดหลังขึ้นนั่งตัวตรงแน่ว ‘งั้นวันนี้เลยก็ได้’

‘ไรวะ ไหนเมื่อกี้บอกยุ่ง’

‘ก็ยุ่งไง วันนี้ไปได้แต่เป็นตอนดึกๆ เลย ได้รึเปล่า?’

‘ศุกร์หน้านั่นแหละ ไว้เจอกันนะ-SY

พอเห็นว่าใครเป็นคนพิมพ์ข้อความล่าสุด มยองซูก็นั่งยิ้มให้หน้าจอโทรศัพท์เป็นคนบ้าไปเลย ซองยอลอยากเจอเขาถึงขั้นเป็นคนนัดก่อนเชียวนะ อย่างนี้ไม่เรียกว่ามีความหวังเหรอ?

 

มยองซูนับวันรอจะได้เจอซองยอลทุกวัน พอถึงวันศุกร์ที่เป็นวันนัด เขาก็นั่งกระสับกระส่ายทั้งวันจนไม่เป็นอันทำงาน พอหกโมงเย็นปั๊บ มยองซูก็พุ่งออกจากโต๊ะไปแตะบัตรเลิกงานแล้วกระโจนขึ้นรถปุ๊บ เขานัดเจอกับจองอุกและซองยอลที่ร้านปิ้งย่างร้านประจำ เมื่อหาที่จอดรถได้ก็รีบลงจากรถไปหาโดยไม่ลืมส่องกระจกเช็กหน้าผมก่อน เขายิ้มกับตัวเองระหว่างจัดผมม้าให้เข้าที่เพราะนึกถึงซองยอล (เวลาส่องกระจกจัดระเบียบหน้าผมทีไรมยองซูเป็นต้องนึกถึงอีกฝ่ายทุกที) แล้วก็ต้องยิ้มกว้างขึ้นอีกเมื่อเดินไปเกือบจะถึงร้านแล้วเห็นซองยอลกำลังส่องกระจกรถที่จอดอยู่แถวๆ นั้นพลางปัดผมม้าไปมาซ้ายขวาโดยมีจองอุกยืนกอดอกทำหน้าเอือมเป็นฉากหลัง

“พอได้แล้วน่า หน้าม้านายจะปัดไปซ้ายหรือขวามยองซูมันก็ไม่สนใจหรอก”

“ฉันถอดแว่นดีมั้ยพี่”

“จะถอดหรือจะใส่ก็เรื่องของนายสิ ฉันหิวแล้วโว้ย!”

“พี่แม่ง...ไม่ช่วยกันเลยอะ”

มยองซูยิ้มจนปากแทบจะฉีกถึงหู รู้สึกดีใจที่มาถึงเร็วและได้เห็นอะไรดีๆ ซึ่งทำให้เขาที่มีกำลังใจขึ้นมาหน่อยนึงตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วยิ่งมีมากขึ้นอีกเป็นกอง

ในที่สุดซองยอลก็ปัดหน้าม้าไปทางเดียวกับที่ทำปกติและใส่แว่นสายตาเหมือนเวลามาเจอเขาเหมือนเดิมทุกอย่าง มยองซูมองตามจนอีกฝ่ายกับจองอุกเปิดประตูเข้าไปในร้านเนื้อย่างแล้วพยักหน้ากับตัวเอง

เขาตัดสินใจว่าจะบอกความรู้สึกของตัวเองกับซองยอล

               

“มยองซู! ทางนี้!”

มยองซูยืนตัวแข็งทื่อเมื่อมองไปยังต้นเสียงแล้วเห็นมินซอกนั่งร่วมโต๊ะกับซองยอลและจองอุก ทั้งสามคนโบกมือให้เขาอย่างร่าเริง พอมยองซูเดินงงๆ เข้าร้านไปจนถึงโต๊ะแล้วถามเพื่อนสนิทว่านายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงแล้ว อีกฝ่ายก็ตอบเสียงใสกลับมาว่าซองยอลชวนมา

“เหรอ...” มยองซูตอบรับแค่นั้น แล้วหลังจากนั้นก็แทบจะไม่พูดอะไรอีก

เขานึกว่าซองยอลอยากเจอเขาหลังจากไม่ได้เจอกันหลายสัปดาห์ นึกว่าอีกฝ่ายตื่นเต้นที่จะได้เจอกันเลยอดไม่ได้ต้องจัดหน้าจัดผมก่อนจะเข้ามาในร้าน แต่ที่ไหนได้ ซองยอลก็แค่นัดเขากับมินซอกมากินข้าวด้วยกัน

สุดท้ายเขาก็ไม่ได้พิเศษกว่าคนอื่นเลยจริงๆ

บนโต๊ะอาหาร มินซอกกับจองอุกคุยกันออกรสตามประสาพี่รหัสน้องรหัส ซองยอลก็หัวเราะเฮฮาตามทั้งสองคนไปด้วย มยองซูเองก็คุยกับเพื่อนร่วมโต๊ะบ้างแต่แทบไม่หันไปสบตากับซองยอล เขารู้ว่าอีกฝ่ายไม่ผิดที่ไม่คิดอะไรกับเขา แต่เขายังไม่สามารถมองหน้าอีกฝ่ายได้ มยองซูทั้งอายที่เขาคิดเข้าข้างตัวเองไปไกล แล้วก็ผิดหวังที่อีกฝ่ายไม่ได้ใจตรงกัน

“เอ้า กินสิ” ซองยอลคีบเนื้อมาใส่จานให้เขา

มยองซูยิ้มรับฝืดๆ แล้วคีบเนื้อชิ้นนั้นคืนให้อีกฝ่าย “นายกินเถอะ มัวแต่คีบให้คนอื่นอยู่ ไม่ได้กินเองเลยไม่ใช่เหรอ” พูดจบแล้วเขาก็ยื่นตะเกียบไปคีบเนื้อบนตะแกรงขึ้นมากินเอง ซองยอลยิ้มตอบเขาแล้วหันไปกินอาหารโดยไม่กวนใจเขาอีกราวกับรู้ว่าเขาไม่อยากคุยกับตัวเอง

 

จองอุกแยกตัวกลับบ้านไปก่อนเหมือนทุกครั้งที่มากินข้าวด้วยกัน เหลือแค่มยองซูกับมินซอกแล้วก็ซองยอลยืนคุยกันหน้าร้านว่าจะไปต่อที่ไหนระหว่างร้านเหล้ากับร้านกาแฟ

“ฉันอยากอ้วกหน่อยๆ ขอกลับเลยแล้วกัน พวกนายไปกันเถอะ” มยองซูยกมือขอตัวตอนที่มินซอกกับซองยอลหันมาขอให้เขาเป็นคนตัดสินใจเลือก

“หืม อิ่มเกินเหรอ? เมื่อกี้นี้เห็นกินไปนิดเดียวเองนี่ หรือไม่สบาย?” มินซอกยื่นหน้ามาพิจารณาสีหน้าเขา

“อือ นอนน้อยมาหลายวัน งั้นไปก่อนนะ”

“ขับรถไหวรึเปล่า?”

มยองซูไม่พูดอะไรเพียงแต่พยักหน้าตอบคำถามของซองยอลก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปที่รถ เขาเดินไปได้แค่ครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งตามมา พอหันไปมองข้างๆ ก็เห็นว่าเป็นซองยอล เขาหันหลังกลับไปดูหน้าร้านก็พบว่ามินซอกหายไปแล้ว ดูท่าว่าจะเพื่อนของเขากับซองยอลจะไม่ไปต่อร้านที่สองด้วยกัน ถึงจะรู้อย่างนั้น มยองซูก็ไม่รู้สึกยินดีอะไร

“มีอะไรเหรอ?” ถึงจะยังไม่อยู่ในอารมณ์จะคุยด้วย แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายวิ่งตามเขามาด้วยท่าทางรีบร้อน มยองซูก็เอ่ยปากถามอีกฝ่าย

“มีสิ” ซองยอลหอบน้อยๆ “นายโกรธอะไรฉันใช่มั้ย?”

มยองซูฟังคำถามแล้วถอนหายใจพลางเบือนหน้าหนีอีกฝ่าย “ฉันไม่ได้โกรธ แต่กำลังจัดการความรู้สึกของตัวเองอยู่ ขอโทษที่ทำให้นายไม่สบายใจ รับรองว่าจะไม่ทำอีก” เพราะฉันจะหายไปจากชีวิตนายเลย

แน่นอนว่าประโยคสุดท้ายมยองซูไม่ได้พูดออกไป

“ฉันไม่ควรตื๊อนายต่อใช่มั้ย?” ซองยอลถามเขา

“ใช่” เขาตอบ ใช่ที่สุดเลย ตอนนี้เขาโคตรไม่อยากเผชิญหน้ากับซองยอลเลย

“ก็ได้ ฉันจะไม่ตื๊อ ขอถามอะไรอีกนิดเดียว”

“นิดเดียวน่ะนิดแค่ไหน?”

“นายเป็นแบบนี้เพราะฉันใช่มั้ย?”

มยองซูลังเล แต่สุดท้ายก็ตอบไปตามตรง “ใช่”

“ทำไม? ฉันทำอะไรนาย ฉันอยากรู้ ฉันจะได้ไม่ทำอีก”

มยองซูมองนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มทั้งสองข้างของซองยอลซึ่งมองตรงมาทางเขาเศร้าๆ ซองยอลช่างเข้าใจคนอื่นดีจริงๆ ดีจนเขาคิดว่าเขาคงไม่สามารถทำใจให้หายเป็นปกติได้ง่ายๆ

“นายใจดี” เขาตอบออกไป “นายใจดีจนฉันเผลอเข้าใจผิด คิดว่านายคิดกับฉันเหมือนที่ฉันคิดกับนาย”

“นายคิดกับฉันยังไง?”

มยองซูมองไปรอบๆ ตัวแล้วถามอีกฝ่าย “นายอยากให้ฉันพูดเหรอ? กลางซอยร้านอาหารเนี่ยนะ?”

“ใช่ ฉันอยากให้นายพูด”

เขาฟังคำของซองยอลแล้วแค่นหัวเราะ พอคิดว่าไหนๆ ความรู้สึกนี้ก็ไม่มีค่าอะไรแล้วก็เลยตอบอีกฝ่ายไปตามตรงว่า “ฉันชอบนาย แล้วก็คิดว่านายชอบฉันด้วย” เขาคิดว่าซองยอลจะต้องอึ้ง หลังจากนั้นก็ตีหน้าเศร้าแล้วบอกขอโทษเขา แต่อีกฝ่ายกลับขมวดคิ้วใส่เขาแล้วพูดอย่างไม่เข้าใจว่า

“นายก็เข้าใจถูกแล้วนี่ ไม่เห็นมีอะไรผิดตรงไหน”

มยองซูก็เลยกลายเป็นฝ่ายอึ้งซะเอง

“หา?”

ซองยอลทำปากยื่นใส่เขาแล้วพูดน้ำเสียงฮึดฮัดว่า “ฉันไม่พูดแล้วนะ ฉันเขิน”

“ฉันเข้าใจไม่ผิด?”

อีกฝ่ายพยักหน้า

“แปลว่านายชอบฉัน”

ซองยอลก้มหน้างุด มยองซูเดาว่าอีกฝ่ายคงเขินอย่างที่เจ้าตัวว่าจริงๆ

“งั้นนายจะชวนมินซอกมากินข้าวด้วยทำไม ตอนนายนัดฉันมาวันนี้ฉันโคตรดีใจเลย นึกว่านายอยากเจอฉันมากถึงขนาดเป็นฝ่ายนั้นก่อน พอมาถึงแล้วเจอมินซอก ฉันก็คิดว่านายไม่ได้อยากเจอฉัน แต่แค่นัดมากินข้าวตามประสาเพื่อนกันเฉยๆ เท่านั้นน่ะสิ!” มยองซูโวยวายใส่อีกฝ่าย

“ก็ฉันเขินนี่! นายเล่นนัดเจอฉันทุกอาทิตย์เป็นเดือนๆ แล้วอยู่ดีๆ ก็หายหัวไปเลย ฉันอยากเจอนาย แต่กลัวว่าจะแสดงออกมากเกินไปก็เลยชวนมินซอกมาด้วยแก้เก้อ ใครจะไปรู้ล่ะว่านายจะคิดมากขนาดนั้น ถ้าฉันรู้ฉันก็ไม่ชวนมินซอกมาหรอก!” ซองยอลเถียงเขากลับ

พวกเขามองหน้ากันอึ้งๆ ใช้เวลาอยู่พักหนึ่งกว่าจะซึมซับคำพูดของอีกฝ่ายและประมวลผลเสร็จ พอได้พูดความรู้สึกของตัวเองกับได้ฟังเหตุผลของซองยอล มยองซูก็รู้สึกโล่งใจและสุขใจจนต้องหัวเราะออกมา

“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า”

“คิมมยองซู นายหยุดหัวเราะเดี๋ยวนี้นะ!” ซองยอลฟาดแขนเขาดังผัวะ

“เขินเหรอ? เขินก็เลยต้องชวนมินซอกมานั่งเป็นเพื่อนเหรอ?” เขาพูดไปหัวเราะไปอย่างหยุดไม่ได้ “ฉันไม่เคยรู้ว่านายเขินฉันเลย เวลาเจอกันนายดูสบายๆ ตลอด ฉันนึกว่ามีแต่ฉันที่ตื่นเต้นอยู่คนเดียวซะอีก”

“พูดอะไรน่ะ ฉันก็คนนะ ก็ต้องตื่นเต้นสิ!”

“อ้อ งั้นฉันก็ไม่ได้เข้าข้างตัวเองสินะ ว่านายตื่นเต้นที่จะได้เจอฉันจนต้องจัดผมกับกระจกรถที่จอดอยู่หน้าร้าน”

ซองยอลหน้าแดงแจ๋ “นายเห็นเหรอ?” ฝ่ายนั้นถาม

“เห็นสิ เห็นเต็มๆ ตาเลย” เมื่อครู่มยองซูเกือบสงบลงแล้ว แต่พอคิดถึงซองยอลเมื่อวันแรกก็รู้สึกอยากหัวเราะขึ้นมาอีกจึงยกมือขึ้นมาปิดปากกลั้นขำ “นายอย่าเที่ยวไปสุ่มสี่สุ่มห้าแต่งหน้าแต่งผมที่กระจกรถใครก็ไม่รู้อีกนะ”

ซองยอลเตะขาเขาดังพลั่ก “อย่ามาล้อฉันนะ ฉันแก่กว่านายตั้งปีนะ!”

“ไม่ได้ล้อนะ นี่พูดเพราะหวง” มยองซูพูดพลางขยับเท้าหนีหน้าแข้งซองยอล “นายคิดว่าฉันชอบนายตั้งแต่เมื่อไหร่ล่ะ?” เขาว่าอย่างนั้นแล้วก็เล่าให้ซองยอลฟังว่าตัวเองตกหลุมรักเจ้าตัวได้ยังไง ยิ่งฟังหน้าซองยอลก็ยิ่งแดงขึ้นๆ และยิ่งเขินซองยอลก็ยิ่งทำร้ายเขาหนักขึ้นๆ จากตอนแรกที่ตี ต่อมาเตะ ตอนนี้หันมาไล่บีบคอเขาแล้ว

มยองซูวิ่งหนีซองยอลทั้งๆ ที่ยังหัวเราะไม่หยุด

แน่นอนว่าเขาไม่ได้หัวเราะเยาะอีกฝ่าย แต่หัวเราะเพราะกำลังมีความสุขสุดๆ ต่างหาก

หลังจากวิ่งไล่และวิ่งหนีกันจนหมดแรงแล้ว มยองซูก็นำซองยอลไปที่รถแล้วขับพาอีกฝ่ายไปส่งที่บ้าน ก่อนซองยอลจะลงจากรถไป เขาบอกฝ่ายนั้นว่ามีเรื่องจะขอหนึ่งอย่าง ซองยอลเม้มปากแน่นเลยจะถามว่าอะไร มยองซูตอบกลับไปว่า “ฉันขอไม่ให้นายเที่ยวไปส่องกระจกรถใครก็ไม่รู้อีก” แล้วรีบพูดประโยคถัดไปก่อนที่ซองยอลจะทันเอื้อมมือมาจิกหัวเขา “ฉันพูดจริงๆ นะ ก็ฉันหวงแฟนฉันนี่นา”

ถึงอย่างนั้นซองยอลก็ยังคงเอื้อมมือมาคว้าหูของมยองซู

แล้วดึงเขาไปจุมพิตเบาๆ เข้าที่แก้มก่อนจะวิ่งลงจากรถแล้วหนีขึ้นคอนโดไป

มยองซูตกใจ เขาได้แต่นั่งทำตาโตอยู่ในรถ แล้วคืนนั้นก็ไม่สามารถหุบยิ้มได้อีกเลย

THE END

[Infinite] Pretty Enough

posted on 21 May 2016 22:01 by oerb in fanfiction directory Fiction

Title: Pretty Enough

Rating: G

Genre: Romantic

Paring: MyungsooSungyeol

Author’s note: เอิบขอสาบานว่า One Shot เรื่องนี้หาสาระอะไรไม่ได้ คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่หวานหยดที่สุดตั้งแต่เคยเขียนมา ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าอะไรดลใจให้เขียนออกมาเป็นอย่างนี้ อย่างกับไม่ใช่เรื่องที่ตัวเองเขียนเลย ความรักเอยในเรื่องนี้คืออะไร ถถถถ

ถ้าเตรียมใจรับกับความมือจีบเรียบร้อยแล้วละก็ ขอเชิญอ่าน Pretty Enough กันได้เลยค่ะ!

 

Pretty Enough

ซองยอลไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อย เขาไม่เคยหงุดหงิดใส่มยองซูเวลาที่อีกฝ่ายเผลอสั่งอเมริกาโน่เย็นให้เขาในวันอากาศหนาว หรือเวลาที่อีกฝ่ายบอกว่าจะออกไปเดินถ่ายรูปข้างนอกคนเดียว จริงอยู่ว่าเวลาอย่างนั้นซองยอลอาจจะโวยวายใส่มยองซูบ้าง (เช่น “หนาวจะตายแล้วว้อย ซื้อกาแฟเย็นมาทำม้าย” และ “อ้าว ไหนเมื่อกี้บอกว่าง่วง”) แต่เขาไม่เคยเก็บมาเป็นอารมณ์ ไม่ใช่ว่าซองยอลเป็นพ่อพระมาจากไหน แต่เพราะบางครั้งซองยอลเองก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน

ใช่แล้ว อีซองยอลไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อย แต่ตอนนี้อีซองยอลคนนั้นกลับกำลังเมินใส่คิมมยองซูอยู่ อย่าเข้าใจผิดว่าซองยอลโกรธอะไรมยองซูล่ะ เขาแค่หงุดหงิดตัวเองที่จู่ๆ ก็กลายเป็นคนคิดเล็กคิดน้อยก็เลยอยากจัดการอารมณ์ตัวเองให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยกลับไปเผชิญหน้ากับมยองซูต่างหาก

ไม่งงใช่เปล่า?

เรื่องเกิดจากเมื่อบ่ายซองยอลรู้สึกว่างๆ อยากหาอะไรดูก็เลยลองเปิดรายการ Flower Boy Bromance ที่มยองซูไปออกคู่กับพี่มินซอกดูเล่น

ไม่ ซองยอลไม่ได้หึงมยองซูกับพี่มินซอก เรื่องที่เขาเก็บมาคิดมากหลังดูรายการจบไม่ใช่เรื่องที่ทั้งคู่ดูเข้ากันได้ดีสุดๆ หรือเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างเอ็นดูกันและกันอย่างเห็นได้ชัด

แต่เป็นเรื่องเล็กน้อยกระจ้อยร่อยอย่างเรื่องความสูงของสองคนนั้นต่างหาก

ซองยอลพอใจความสูงของตัวเองมาตลอด เขาภูมิใจในความสูงเกิน 180 เซนติเมตรของตัวเองมากจนกระทั่งได้เห็นมยองซูกอดคอและโอบไหล่พี่มินซอกในรายการ ใช่ว่าเขาจะไม่เคยเห็นมยองซูทำอย่างนั้นกับพี่มินซอกมาก่อน เขาเคยเจอพี่ชายตัวกระจ้อยตัวเป็นๆ หลายครั้ง มยองซูก็โอบหลังโอบไหล่อีกฝ่ายให้เขาเห็นอย่างนี้นี่แหละ แต่พอเห็นภาพนั้นในรายการ ไม่ว่าจะเป็นเพราะการตัดต่อหรือการใส่คำบรรยายกุ๊งกิ๊งจุ๊งจิ๊งเพิ่มลงไปก็ตาม ซองยอลก็เกิดอยากตัวเล็กเท่าพี่มินซอกขึ้นมา (อย่าไปบอกพี่เขานะ เดี๋ยวซองยอลโดนกระโดดถีบ)

ส่วนสูงของมยองซูกับพี่มินซอกพอดีกันมาก มยองซูสามารถวาดแขนวางลงบนไหล่ของพี่ชายคนสนิทได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ เวลาพี่มินซอกเงยหน้าคุยกับมยองซู ฝ่ายนั้นก็ดูน่ารักน่าเอ็นดูจนซองยอลเห็นแล้วยังอยากแหวกหน้าจอโทรศัพท์เข้าไปเกาคางให้ และพอลองย้อนกลับมามองตัวเองบ้าง ใจของซองยอลก็เฉาเป็นผักกาดขาดน้ำ

ซองยอลตัวสูงกว่ามยองซู ถึงตัวจะบางกว่าอีกฝ่ายนิดหน่อยแต่ก็ไม่มีตรงไหนให้ดูน่ารักน่าปกป้องอย่างพี่มินซอกเลยซักนิด (อย่าไปบอกพี่เขานะ เดี๋ยวซองยอลโดนกระทืบ) มยองซูไม่สามารถเดินโอบไหล่เขาได้สบายๆ อย่างที่ทำกับพี่ชายนักแสดง แถมเวลาคุยกันฝ่ายนั้นก็ต้องเป็นฝ่ายเงยหน้ามองเขาหน่อยๆ แทนที่จะได้ก้มหน้ามอง

ซองยอลอดเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับพี่มินซอกไม่ได้ แล้วเขาซึ่งปกติเป็นคนไม่คิดเล็กคิดน้อยก็อิจฉาพี่ชายตัวเล็กในเรื่องที่ไม่ควรอิจฉา แล้วก็เกิดจะรู้สึกว่าตัวเองไม่น่ารักสำหรับมยองซูขึ้นมา เขาโคตรจะไม่ชอบความงี่เง่านี้ของตัวเองเลย พอมยองซูมาเคาะประตูห้องชวนออกไปหาอะไรกินแถวๆ บ้านด้วยกัน ซองยอลที่ยังจัดการความรู้สึกงี่เง่าของตัวเองไม่ได้ก็เลยบอกให้อีกฝ่ายไปชวนคนอื่นแทน เขาไม่หันกลับไปตอบเพื่อนร่วมวงด้วยซ้ำ มยองซูคงจับสังเกตได้ถึงได้เดินเข้าห้องมานั่งบนเตียงเขาแล้วชวนเขาที่นอนคว่ำหน้าอยู่บนนั้นอีกครั้งหนึ่ง แต่พอซองยอลยืนยันว่าไม่อยากไปอีกฝ่ายก็ไม่ตื๊อเขาอีก

“เป็นไร?”

มยองซูหยุดตื๊อซองยอลเรื่องกินข้าวแต่หันมาถามอาการของเขาแทน

“หงุดหงิดตัวเองอยู่” ซองยอลตอบไปแค่นั้น

มยองซูเอื้อมมือมาจับผมเขาเล่นพลางถามพลาง “คิดว่าอีกนานปะ? กว่าจะหายอะ”

“ไม่รู้” น้ำเสียงของเขาเริ่มเหวี่ยง

“งั้นเดี๋ยวกลับมาแล้วมาหาอีกทีนะ”

“อือ”

แล้วมยองซูก็ไป

ทิ้งให้ซองยอลซึ่งกำลังหงุดหงิดหัวเสียเป็นสตรีมีเมนส์จัดการกับความงี่เง่าของตัวเองโดยไม่ซักอาการเขาต่อเลยซักคำ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมากเพราะถ้าไม่อย่างนั้นซองยอลจะรู้สึกรำคาญมากกว่าจะรู้สึกดี เขาชอบมยองซูก็ตรงนี้ อีกฝ่ายเข้าใจเขาดีราวกับเป็นตัวเขาเอง ก็เพราะอย่างนี้ซองยอลถึงได้ไม่อยากงี่เง่าใส่มยองซู

ซองยอลหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ รู้ตัวอีกทีก็ตื่นมาเจอมยองซูนั่งพิงหลังกับเตียงของเขาเล่นโทรศัพท์มือถือแล้ว อีกฝ่ายได้ยินเสียงเขาขยับตัวเลยหันมาหา ไม่รู้ทำไมพอเห็นหน้าหล่อๆ ของไอ้หมอนี่แล้วเขาทั้งรักทั้งหมั่นไส้ทุกที

“ตื่นแล้วเหรอ?”

“ยัง” เขาตอบ

“หายหงุดหงิดยัง?” ฝ่ายนั้นถามต่อโดนไม่สนใจคำตอบกวนประสาทของเขา

“ไม่รู้ดิ หายแล้วมั้ง” ซองยอลตอบพลางหาวออกมาหวอดใหญ่ “อือออออ เมาขี้ตา”

“ซื้อต๊อกโบกีชีสมา กินปะ ยังอุ่นๆ อยู่”

“กิน”

ได้ยินคำตอบของเขาแล้วมยองซูก็ลุกขึ้นยืนแล้วยื่นมือมารอเขา พอซองยอลส่งมือให้ อีกฝ่ายก็ดึงเขาออกจากเตียงแล้วจูงมือไปห้องครัว จัดแจงแกะกล่องอาหารกับดึงตะเกียบให้พร้อม ซองยอลรู้ว่ามยองซูรอให้เขาเล่าเรื่องเมื่อบ่ายอยู่ พอกินไปได้สามสี่คำ ซองยอลก็ยอมเปิดปาก

“เมื่อบ่ายนั่งดู Flower Boy Bromance พี่มินซอกโคตรน่ารักอะ”

มยองซูฟังแล้วเลิกคิ้วสูงจนหายไปหลังผมม้า “นึกยังไงเปิดดู ขนาดละครฉันออนแอร์ยังต้องแทบกราบตีนให้ไปดูเลย”

“ก็มันว่าง ละครไม่อยากดู หมั่นไส้ เล่นก็เก่งน้อยกว่าฉันแต่ดันได้เล่นบ่อยกว่า”

มยองซูผลักหัวเขาเป็นการลงโทษทีหนึ่ง “เล่าต่อ”

“ก็นะ” ซองยอลยักไหล่ “ไม่พูดได้ปะ พูดแล้วอายตัวเอง มันงี่เง่าอะ”

“งี่เง่ายังไง อยากรู้ เล่าหน่อย” มยองซูตื๊อเขาผิดกับเมื่อบ่าย อีกฝ่ายรู้ว่าต้องคุยกันเวลาไหนซองยอลถึงจะยอมพูดหรือไม่ยอมพูด ตอนนั้นเขายังอารมณ์กรุ่นๆ อยู่ มยองซูผู้รู้ดีจึงยอมถอยให้ก่อน พออีกฝ่ายกลับบ้านมาเห็นซองยอลหลับลงก็รู้ว่าเขาสบายใจขึ้นแล้วจึงรอจนเขาตื่นแล้วเริ่มปฏิบัติการซักอาการจากเขาอย่างตอนนี้

ซองยอลถอนหายใจไว้อาลัยให้ตัวเอง เขาอยากรูดซิปปากเก็บความคิดงี่เง่านั้นไว้เป็นความลับแต่ก็รู้ว่ามยองซูจะไม่หยุดถามจนกว่าจะได้คำตอบ เขามองหน้ามยองซูอย่างวิงวอน ส่งสายตาเป็นเชิงถามว่าต้องเล่าจริงๆ เหรอ ไม่เล่าได้มั้ย แต่อีกฝ่ายก็ส่ายหน้าบางๆ ให้ เท่านั้นไม่พอยังเอื้อมมือตีแขนกระตุ้นเขาอีกจนเขาต้องเล่าอย่างเสียไม่ได้ “ก็อยู่ดีๆ ก็ไม่ชอบที่ตัวเองสูงอะ พี่มินซอกแม่ง...ตัวเล็กๆ น่ารัก แต่อย่าไปบอกพี่เค้านะว่าฉันพูดถึงเค้าอย่างนี้ เดี๋ยวฉันโดนพี่เค้าต่อย”

มยองซูพยักหน้ารับรู้แล้วมองหน้าเขาเหมือนรอให้เขาเล่าต่อ

“มองหาอะไรล่ะ เล่าจบแล้ว” ซองยอลพูด

คนฟังกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะถามย้ำอย่างไม่เชื่อหู “ฮะ เท่าเนี้ยนะ?”

“เออ ก็เท่านี้แหละ ถึงได้ไม่อยากเล่าไง ก็บอกแล้วว่ามันงี่เง่า” เขายอมรับเซ็งๆ แล้วหลบตาอีกฝ่ายไปเอาส้อมจิ้มแป้งต๊อกใส่ปากเคี้ยวหยับๆ

“นายแม่ง น่ารัก” มยองซูพูดยิ้มๆ ชมเขาไปพลางก็จ้องเขาไม่วางตาไปพลางจนซองยอลต้องหันหลังหนีไปกินต๊อกโบกีหน้ากำแพง “ไม่ต้องตัวเล็กแบบพี่มินซอกก็น่ารัก แค่เป็นนายก็น่ารักแล้ว”

“โอ๊ยยยยยยยยยย จะหยอดกันก็เกรงใจเพื่อนร่วมห้องกันหน่อยครับคุณณณณณ” เสียงโฮยาดังมาจากห้องรับแขกแทบจะทันทีที่มยองซูพูดจบ ซองยอลหัวหูแดงไปหมด แม้ว่ามยองซูจะพูดจากับเขาอย่างนี้มาหลายปีแล้วก็ไม่อาจทำใจให้ชินได้ เขาเขินจนอยากเอาตะเกียบจิ้มรัวๆ ลงไปบนกำแพงแต่กลัวจะโดนผู้จัดการด่าก็เลยทำได้แค่เอาหน้าผากชนผนังแก้ขวย ซองยอลโคตรเกลียดมยองซูที่ชอบพูดอะไรเลี่ยนๆ เลย แต่เกลียดตัวเองยิ่งกว่าที่ลึกๆ แล้วก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าชอบฟัง

“แล้วตกลงหายหงุดหงิดแล้วใช่เปล่า?” มยองซูถามเขาจากข้างหลัง

“ไม่รู้เว้ย” ซองยอลตอบปัดๆ

“เอาดีๆ หายหงุดหงิดยัง”

“โวะ หายแล้วมั้ง ก็คิดได้ว่าคิดไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ยังไงฉันก็สูงกว่านายไปแล้ว จะไปหั่นขาให้สั้นลงก็ไม่ใช่เรื่องปะ”

“เตี้ยแล้วเดี๋ยวไม่เหลือข้อดีนะ”

ซองยอลหันหน้าไปค้อนใส่อีกฝ่าย “ด่ากันอยู่นี่หว่า เมื่อกี้ยังบอกว่าน่ารักอยู่เลย”

มยองซูหัวเราะก่อนจะเดินเข้ามากอดเขาจากข้างหลังแล้วเกยคางบนไหล่ซองยอล “อือ นายแม่งน่ารัก คนจะน่ารักมันก็น่ารักปะ จะเตี้ยจะสูงจะอ้วนจะผอม ถ้าเกิดมาน่ารักยังไงก็น่ารักอยู่ดี”

“อั๊งอั๊งอั๊งอั๊ง” หนนี้เสียงที่แว่วมาจากห้องรับแขกเป็นเสียงของพี่อูฮยอน ดูเหมือนพี่ชายคนที่สามจะแอ๊บแบ๊วใส่ใครซักคนอยู่ “อีโฮวอน ฉันน่ารักปะ”

ซองยอลเบ้ปากแรง แค่คิดภาพว่าจู่ๆ ก็ถูกพี่อูฮยอนแอ๊บแบ๊ว 4 ท่าติดใส่ก็ขนลุกแทนโฮยาแล้ว ดูเหมือนเขากับแรพเปอร์จะใจตรงกัน เพราะเสียงที่ซองยอลได้ยินถัดจากนั้นคือเสียงตุ้บเบาๆ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าพี่อูฮยอนเพิ่งถูกปาหมอนใส่หน้าเป็นการลงโทษ เขาหัวเราะจนไหล่ไหว ตอนนั้นเองถึงได้รู้สึกตัวว่ามยองซูยังยืนกอดเขาเป็นโคอาล่าอยู่

“ปล่อยได้แล้วปะ” ซองยอลแกล้งยักไหล่แรงๆ

“ไม่ปล่อยได้ปะ”

“ปล่อย จะกินต๊อกโบกีต่อ”

“ก็กินไปดิ ไม่ได้เกะกะมือเท้าปากนายซักหน่อย”

“กินไม่ถนัดโว้ย ปล่อย”

“นายรู้ปะว่าฉันก็เคยหงุดหงิดเรื่องคล้ายๆ กัน”

“เรื่องส่วนสูงน่ะ?”

“อือ นายไม่ชอบที่ตัวเองสูง ส่วนฉันไม่ชอบที่ตัวเองเตี้ย”

“เตี้ยก็ดีแล้วปะ เหลืออะไรให้ฉันมีดีกว่านายมั่งเหอะ”

“อือ ก็เพราะคิดอย่างนั้นแหละถึงได้หายหงุดหงิด”

“เกลียดว่ะ ปล่อยเลย ไม่ให้กอดแล้ว”

มยองซูหัวเราะ กระชับอ้อมแขนแน่นขึ้นแล้วแนบแก้มลงกับบ่าของเขาก่อนจะเอ่ยถามเขาเบาๆ เพื่อไม่ให้คนอื่นๆ ในห้องรับแขกได้ยิน “รู้ใช่ปะว่ารัก”

ซองยอลหน้าแดงขึ้นมาอีก ดีไม่ดีจะแดงกว่าต๊อกโบกีในมือด้วย

“งี่เง่าบ้างก็ไม่เป็นไรนะ เพราะฉันก็มีเวลาที่งี่เง่า แต่เอาจริงๆ ฉันว่ามันก็ไม่ได้งี่เง่าซะทีเดียวนะ เพราะอย่างน้อยนายก็ยังยอมเปิดใจกับฉัน ขอบใจที่เล่าให้ฟังนะ มันทำให้ฉันรู้ว่านายคิดมากเรื่องอะไร ขอบใจที่นายเป็นนายอย่างนี้ มันยิ่งทำให้ฉันชอบนายขึ้นทุกวัน” มยองซูร่ายความในใจยาวเหยียดใส่หลังของเขา ซองยอลได้แต่ยืนฟังคำของอีกฝ่ายเงียบๆ ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกว่ากล่องต๊อกโบกีในมือเกะกะ ดังนั้นพอมยองซูพูดจบเขาจึงรีบวางอาหารลงบนเคาน์เตอร์ครัวแล้วคว้าตัวอีกฝ่ายมากอดหมับ

“ฉันก็ขอบใจนายที่เป็นอย่างนี้นะ” ซองยอลกระซิบกับซอกคอของมยองซู “รู้ใช่ปะว่ารักเหมือนกัน”

มยองซูตอบคำถามของเขาด้วยการฝังปลายจมูกโด่งของตัวเองลงบนแก้มซองยอล

“บอสคร้าบ หาหอให้อีกหอทีคร้าบ พวกเราจะยกหอนี้ให้มยองซูกับซองยอลมันอยู่กันสองคน” เสียงที่ได้ยินคราวนี้ไม่ได้ดังมาจากห้องรับแขกอีกแล้วแต่มาจากในห้องครัวที่ซองยอลยืนอยู่กับมยองซูนี่แหละ ซองยอลหน้าแดงแจ๋เป็นหนที่สามร้อยเจ็ดสิบสามใส่พี่ เพื่อน และน้องทั้ง 5 คน ได้ยินเสียงเจ้านายดังไม่เป็นศัพท์ออกมาจากโทรศัพท์ที่พี่ซองกยูเอาแนบหูอยู่ เขาเอามือปิดหน้าแล้ววิ่งหนีกลับเข้าห้องไปทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าเดี๋ยวพอเจอหน้ากันอีกครั้ง พวกนั้นก็จะล้อเขาอีก มยองซูเดินตามเข้ามายิ้มให้เขาที่นั่งหน้ายุ่งอยู่บนเตียง อีกฝ่ายขยี้หัวเขาอย่างมันเขี้ยวแล้วย้ำคำเดิมที่เมื่อกี้พูดไว้หลายหนขึ้นมาอีกครั้ง

“นายแม่ง...น่ารัก”

 

ซองยอลอาจจะเป็นคนคิดเล็กคิดน้อยอยู่บ้าง บางครั้งเขาก็ไม่ยอมพูดกับมยองซูเป็นวันเพราะโกรธที่อีกฝ่ายบังอาจสั่งไก่ทอดกับพิซซ่ามากินยั่วในช่วงที่เขาไดเอต หรือไม่ก็เพราะอีกฝ่ายสั่งซื้อฟิกเกอร์ไปคนเดียวโดยไม่ถามเขาบ้างว่าอยากสั่งด้วยรึเปล่า เขารู้ว่ามันงี่เง่า  ดังนั้นหลังเก็บเรื่องเหล่านั้นมาเป็นอารมณ์ได้ซักพัก เขาก็จะสำนึกผิดแล้วไปขอโทษมยองซูหรือไม่ก็คุยกันให้รู้เรื่องว่าเขาโกรธอีกฝ่ายเพราะอะไร ไม่ใช่ว่าซองยอลเป็นเด็กดีมาจากไหน แต่เพราะบางครั้งเวลาที่มยองซูงี่เง่าใส่เขา อีกฝ่ายก็จะขอโทษและคุยตรงๆ กับเขาเช่นกัน

ใช่แล้ว อีซองยอลเป็นคนคิดเล็กคิดน้อยอยู่หน่อยๆ แต่สิ่งหนึ่งที่เขาไม่เคยเก็บมาคิดให้หงุดหงิดอีกเลยคือเรื่องความสูงของพวกเขา

ซองยอลจะสูงกว่ามยองซูหรือต้องเป็นฝ่ายก้มหน้าคุยกับมยองซูก็ไม่เห็นสำคัญอะไร เพราะอีกฝ่ายบอกกับเขาชัดเจนแล้วว่าไม่ว่าจะยังไงสำหรับมยองซูซองยอลก็น่ารัก

และสำหรับซองยอล มยองซูที่เป็นอย่างนี้ก็ดีที่สุดด้วยเหมือนกัน

THE END

Title : just shut up while I was sleeping!
Rate : G
Genre : romantic, comedy
Paring : HyunsooSojoon [MyungYeol], HajinKyungjong
 
 
 
สวัสดีค่ะ เอิบเองค่ะ
ตั้งแต่แฟลชไดรฟ์เสีย เอิบก็ไม่ได้ลง JSUWIWS ต่อเลย
วันนี้สำนึกตนได้ว่าควรแจ้งกับทุกท่านให้เป็นเรื่องเป็นราวว่าคงจะไม่ได้ลงต่อแล้ว ต้องขอโทษด้วยจริงๆ นะคะ
 
อย่างไรก็ตาม หลายๆ ท่านคงทราบอยู่แล้วว่าเอิบเคยลง JSUWIWS จนจบไว้ใน Dek-d มาก่อน
ดังนั้นถึงแม้จะติดตามเรื่องราวของฮยอนซูกับโซจุนที่นี่ไม่ได้ แต่ก็สามารถอ่านกันได้ที่ลิงก์ข้างล่างนี้นะคะ
 
 
ขออภัยในความไม่สะดวกและการแจ้งข่าวที่ล่าช้าอีกครั้ง
และขอให้สนุกกับ JSUWIWS ค่ะ :)