[Infinite] A Coincidental Love

posted on 25 Jun 2016 22:29 by oerb in fanfiction directory Fiction

Title: A Coincidental Love

Rating: G

Genre: Romcom

Paring: MyungsooSungyeol

Author’s note: แด่เคลอลลี่ป๊อป สุขสันต์วันเกิดเด็กสาวที่เป็นแรงใจให้เราเสมอ อภัยให้เราด้วยถ้าพบคำผิด เรารีบ เรากลัวไม่ทันวันเกิดเธอ ถถถถถ

 

A Coincidental Love

มยองซูตกใจ เขาได้แต่นั่งทำตาโตอยู่ในรถขณะที่คนแปลกหน้าคนหนึ่งกำลังตั้งหน้าตั้งตาจัดหน้าจัดผมโดยอาศัยหน้าต่างรถของเขาเป็นกระจก รถของเขาจอดอยู่บนลานจอดหน้าฮอลล์จัดงานแต่งงาน เขาจอดรถแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเช็กข้อความแค่แป๊บเดียว พอเงยหน้ามาอีกทีก็เจอคนแปลกหน้าคนที่ว่าแล้ว เขาตะลึงอยู่ประเดี๋ยวเดียวก็หัวเราะออกมาดังพรืด มยองซูรู้ว่าตัวเองติดฟิล์มหน้าต่างรถไว้มืดมาก รู้ว่าจะต้องมีคนอาศัยหน้าต่างรถของตัวเองเป็นกระจกเพราะเขาเองก็ทำ แต่เขาไม่นึกว่าจะได้พบเหตุการณ์อย่างที่กำลังเจออยู่ตอนนี้ ผ่านมาเป็นนาทีแล้วแต่คนข้างนอกยังไม่ไปไหนเลย เอาแต่ปัดผมม้าไปมาเดี๋ยวซ้ายเดี๋ยวขวาแล้วก็หยิบแว่นสายตา (มั้ง) มาถอดเข้าถอดออกอยู่นั่น ถ้าฝ่ายนั้นหน้าตาไม่น่าเอ็นดู มยองซูคงเปิดกระจกรถให้อีกฝ่ายรู้ว่ามีคนนั่งอยู่ในรถไปแล้ว แต่คนแปลกหน้าคนนี้มองเพลินเหลือเกิน มยองซูก็เลยปล่อยให้อีกฝ่ายแต่งหล่อไปตามสบาย ถ้าไม่ติดว่ากลัวตัวเองจะดูโรคจิต เขาจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายวิดีโอเก็บไว้เปิดดูเวลาอยากหัวเราะ แต่แน่นอนว่ามยองซูไม่ได้ทำ

คนแปลกหน้าจากไปหลังตกลงใจจะปัดผมม้าไปทางขวาและไม่สวมแว่น คล้อยหลังฝ่ายนั้นไปครู่เดียวมยองซูก็ลงจากรถแล้วเดินตามฝ่ายนั้นเข้าไปในอาคารหรูหราสีขาวสูงตระหง่านเพื่อไปร่วมงานแต่งงานของรุ่นพี่สมัยวิทยาลัย เขาคิดว่าตัวเองคงไม่มีโอกาสได้เจอเจ้าของใบหน้าน่ารักนั้นอีกและเหตุการณ์เมื่อสักครู่คงเป็นแค่เรื่องขำๆ เรื่องหนึ่งของชีวิต แต่พอมยองซูเห็นว่าคนๆ นั้นกำลังพูดคุยอย่างออกรสกับเจ้าบ่าวคนหนึ่งซึ่งบังเอิญเป็นคนเดียวกับที่เขามาหาเพื่อแสดงความยินดี มยองซูก็เริ่มคิดว่านี่อาจจะเป็นพรหมลิขิต

“มยองซู! มาแล้วเรอะ!”

รุ่นพี่สังเกตเห็นเขาจึงตะโกนเรียกเสียงดัง คนแปลกหน้าคนนั้นหันมามองเขา เมื่อเห็นว่าเจ้าบ่าวต้องรับแขกคนอื่น ฝ่ายนั้นก็ขอตัวแล้วเดินไปในห้องจัดพิธี

“พี่จองอุก” มยองซูเดินเข้าไปกอดรุ่นพี่คนสนิท “ยินดีด้วยนะพี่”

“ขอบใจมาก! ไปหาพวกมินซอกสิ พวกนั้นอยู่ข้างในแล้ว”

“ไรอะ เจอหน้าปั๊บก็ไล่กันซะละ” เขาแสร้งทำปากยื่นใส่เจ้าบ่าว “ว่าแต่คนที่ยืนคุยอยู่ด้วยเมื่อกี้นี้ใครน่ะ?”

“หา ซองยอลน่ะเหรอ? น้องที่ทำงานน่ะ”

หลังจากจองอุกก็พูดนู่นพูดนี่ให้เขาฟังอีก เขาเลือกฟังแต่เรื่องที่ตัวเองอยากฟัง เช่นซองยอลคนนั้นอายุมากกว่าเขาปีหนึ่ง ทำงานอยู่ทีมเดียวกันกับพี่จองอุก บ้านอยู่ยงอินแต่มาเช่าหออยู่ในโซล ชงกาแฟอร่อยก็เลยโดนพี่จองอุกใช้ให้ชงให้ประจำ

มยองซูมองหาซองยอลแล้วมองตามอีกฝ่ายตลอดงาน ทั้งตอนอยู่ในพิธี ตอนถ่ายรูปหมู่ แล้วก็ตอนกินเลี้ยง มยองซูพูดกับจองอุกก่อนอีกฝ่ายจะขึ้นรถไปฮันนีมูนกับภรรยาว่า

“พี่”

“หา?”

“เดี๋ยวไว้เราไปกินข้าวหลังเลิกงานกันนะ แถวบริษัทพี่ก็ได้ ฉันเลี้ยงเอง”

“เฮ้ย ไม่เป็นไร แค่มางานก็ดีใจแล้ว ไม่ต้องเลี้ยงให้อีกหรอก”

“ฉันเลี้ยงเอง เพราะฉะนั้นพี่ต้องทำอะไรให้ฉันอย่างหนึ่ง”

“หา?” จองอุกงงเต้ก “ทำอะไรวะ?”

“พี่ต้องทำยังไงก็ได้ให้ซองยอลมากินด้วย เข้าใจมั้ย?”

“ฮะ?”

“เอาซองยอลมากินด้วย เข้าใจมั้ย?”

“ซองยอลเกี่ยวไรอ้ะ?”

“เข้าใจมั้ย?”

“แต่-“

“เข้าใจมั้ย?”

“เข้าใจแล้ว”

               

จองอุกกับภรรยาไปฮันนีมูนที่เมืองไทยหนึ่งอาทิตย์ หลังรุ่นพี่กลับมาโซลได้สามวัน มยองซูก็วิ่งแจ้นไปปรากฏตัวหน้าบริษัทของอีกฝ่ายทันทีที่เลิกงาน

“มยองซู!”

“พี่” มยองซูยิ้มให้จองอุกแว้บเดียวก็หันไปสนใจคนที่เดินมากับอีกฝ่าย วันนี้ซองยอลแต่งตัวสบายๆ และสวมแว่นสายตา เขานึกในใจว่าในวันธรรมดาๆ อย่างนี้อีกฝ่ายคงไม่ต้องเสียเวลายืนแต่งตัวหน้ากระจกอย่างคราวก่อนที่เจอกัน

“ซองยอลนี่มยองซู มยองซูนี่ซองยอล หมอนี่เป็นรุ่นน้องสมัยมหา’ลัย หมอนี่เป็นน้องในทีม รู้จักกันละนะ ปะ ไปกินเนื้อกัน วันนี้มยองซูจะเลี้ยง เย้” จองอุกแนะนำพวกเขาสองคนให้รู้จักกันแบบง่ายๆ แล้วซองยอลก็เป็นฝ่ายยื่นมือมาให้มยองซูก่อน เขาจับมือของอีกฝ่ายเขย่าแล้วยิ้มให้ก่อนจะแนะนำตัวเองอีกที “คิมมยองซูครับ”

“อ๋อ ครับ อีซองยอลครับ” ซองยอลยิ้มตาหยีให้เขา “พี่จองอุกบอกว่าอยู่ดีๆ คุณก็อยากเลี้ยงเนื้อแล้วก็ชวนผมมาช่วยถล่ม”

มยองซูพบว่าซองยอลไม่ได้มีดีแต่หน้าตา แต่อัธยาศัยก็ดีจนน่าใจหายด้วย ทั้งๆ ที่เพิ่งพบกันครั้งแรกแต่ซองยอลกลับชวนเขาคุยได้อย่างเป็นธรรมชาติ ระหว่างย่างเนื้อกินพวกเขาสามคนคุยกันหูดับตับไหม้ ด้วยเหตุนี้แม้จะเพิ่งกินข้าวด้วยกันแค่มื้อเดียว มยองซูก็คุ้นเคยกับซองยอลจนสามารถชวนกันไปดื่มกาแฟล้างปากเพียงสองคนได้โดยไม่ต้องง้อจองอุกที่ขอตัวกลับบ้านไปหาภรรยอีก

ซองยอลประหลาดใจเมื่อเห็นมยองซูเลือกสั่งสตรอเบอร์รี่ชีสเค้กแฟรปปูชิโน่มาดื่ม อีกฝ่ายบอกว่าคนหน้าตาอย่างเขาน่าจะดื่มเอสเพรสโซหรือไม่ก็อเมริกาโน่มากกว่า พออีกฝ่ายเปิดประเด็นมาว่าอย่างนั้น มยองซูกับซองยอลก็เลยคุยกันว่าตัวเองชอบอะไรและไม่ชอบอะไรกันบ้าง เขาพบว่าซองยอลชอบอ่านหนังสือแนวสืบสวนสอบสวนเหมือนเขา ซองยอลพบว่ามยองซูไม่ชอบกินกระเทียมเหมือนกับตัวเอง พวกเขายังมีน้องชายอายุไล่เลี่ยกันเหมือนกันด้วย แล้วทั้งคู่ก็ไม่ชอบฝนเหมือนกันด้วย พวกเขาสองคนคุยกันในร้านกาแฟอยู่นานสองนานก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้าน

แน่นอนว่ามยองซูไม่ลืมชวนซองยอลให้มาเจอกันอีก

(แค่สองคน เพราะพี่จองอุกไม่จำเป็นสำหรับเขาแล้ว)

               

มยองซูนัดเจอกับซองยอลอีกหลายครั้ง ไปดูหนังกันบ้าง ไปกินข้าวหลังเลิกงานบ้าง (ซึ่งถ้าเป็นอย่างหลัง บางครั้งพี่จองอุกก็โผล่มาร่วมวงด้วย) มีอยู่ครั้งสองครั้งที่ซองยอลไปเที่ยวกับมยองซูและเพื่อนๆ ของเขา (ซึ่งเขาแฮปปี้มากที่ซองยอลเข้ากับเพื่อนของเขาได้) เขามั่นใจขึ้นทุกครั้งที่เจอกันว่าตัวเองชอบอีกฝ่าย แต่ไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายจะคิดยังไงกับตัวเอง เพราะท่าทีที่ซองยอลแสดงออกกับเขาก็เหมือนกับที่อีกฝ่ายแสดงออกกับทุกคนคือดีใจหายกับเขาเท่าไหร่ก็ดีกับคนอื่นเท่านั้น อย่างตอนมยองซูชวนซองยอลไปกินข้าวกับพวกมินซอก ซองยอลก็คอยคีบไส้หมูให้ทั้งเขาทั้งเพื่อนสนิท ไม่สิ อีกฝ่ายคีบให้มินซอกมากกว่าเขาซะอีกเพราะหมอนั่นอ้อนซองยอลเอาๆ ส่วนเขาก็ได้แต่ส่งสายตาพิฆาตให้ไอ้เพื่อนตัวจิ๋วที่ก็ไม่ได้เกรงกลัวเขาเลยซักนิดเดียว

จริงๆ แล้วเรื่องคีบไส้นั่นเป็นเรื่องเล็กมาก มยองซูไม่เดือดร้อนกับความใจดีบนโต๊ะอาหารของซองยอลเท่าไหร่ เขารู้สึกน้อยใจและเสียความมั่นใจมากๆ ก็ตอนที่รู้ว่าซองยอลแชทกับมินซอกบ่อยกว่าเขาต่างหาก หมอนั่นชอบพูดว่าเมื่อวานคุยกับซองยอล ซองยอลบอกว่าอย่างนั้น เมื่อเช้าคุยกับซองยอล ซองยอลว่าอย่างนี้ เขาไม่ได้หึงซองยอลกับเพื่อนสนิทเพราะมินซอกมีแฟนเป็นตัวเป็นตน แต่รู้สึกปวดใจที่ซองยอลไม่ได้ปฏิบัติกับเขาพิเศษกว่าคนอื่นเลย

หลังเวลาผ่านไปได้สองเดือนกว่าๆ พอไม่มีสัญญาณจากอีกฝ่ายให้เขาพอเอามาคิดเข้าข้างตัวเองได้ จิตใจของมยองซูก็ห่อเหี่ยวลง

‘พี่ ช่วงนี้ซองยอลเป็นไงมั่ง?’ มยองซูส่งข้อความไปหาจองอุกในช่วงพักเที่ยงวันหนึ่ง เขาไม่ได้เจอคนที่ถามถึงมาสองอาทิตย์แล้ว เพราะงานยุ่งด้วย แล้วก็เริ่มหมดความมั่นใจในตัวเองด้วย

‘ก็ปกติดี ถามทำไมอะ?’ รุ่นพี่ตอบเขา มยองซูอ่านแล้วใจแฟบกว่าเดิม

‘ยุ่งรึเปล่า ปิดเล่มกันยัง?’

‘เพิ่งปิดไปเมื่อวานซืนตอนนี้เลยพอหายใจได้ทั่วท้องหน่อย พูดถึงท้องแล้วหิวเลยอะ มากินข้าวแถวนี้อีกดิ ช่วงนี้หายหัวไปเลยนะ’

มยองซูอ่านข้อความจากจองอุกแล้วถอนหายใจ เขาเกือบจะพิมพ์ตอบไปว่า ‘ไปแล้วก็ไม่รู้เค้าจะอยากเจอรึเปล่า’ แต่ก็เปลี่ยนใจลบทิ้งเพราะรู้สึกว่ามันลำไยไปหน่อย ‘ช่วงนี้ไม่ได้อะ โคตรยุ่ง’

‘ศุกร์หน้าล่ะ?’

‘ศุกร์หน้าน่าจะได้’

‘งั้นศุกร์หน้านะ เดี๋ยวซองยอลไปด้วย’

‘ชวนแล้ว?’

‘เนี่ย นั่งอยู่ด้วยกัน ซองยอลเป็นคนถามเองว่าศุกร์หน้าว่างรึเปล่า’

มยองซูตาโต จากที่นั่งห่อไหล่อยู่ก็ยืดหลังขึ้นนั่งตัวตรงแน่ว ‘งั้นวันนี้เลยก็ได้’

‘ไรวะ ไหนเมื่อกี้บอกยุ่ง’

‘ก็ยุ่งไง วันนี้ไปได้แต่เป็นตอนดึกๆ เลย ได้รึเปล่า?’

‘ศุกร์หน้านั่นแหละ ไว้เจอกันนะ-SY

พอเห็นว่าใครเป็นคนพิมพ์ข้อความล่าสุด มยองซูก็นั่งยิ้มให้หน้าจอโทรศัพท์เป็นคนบ้าไปเลย ซองยอลอยากเจอเขาถึงขั้นเป็นคนนัดก่อนเชียวนะ อย่างนี้ไม่เรียกว่ามีความหวังเหรอ?

 

มยองซูนับวันรอจะได้เจอซองยอลทุกวัน พอถึงวันศุกร์ที่เป็นวันนัด เขาก็นั่งกระสับกระส่ายทั้งวันจนไม่เป็นอันทำงาน พอหกโมงเย็นปั๊บ มยองซูก็พุ่งออกจากโต๊ะไปแตะบัตรเลิกงานแล้วกระโจนขึ้นรถปุ๊บ เขานัดเจอกับจองอุกและซองยอลที่ร้านปิ้งย่างร้านประจำ เมื่อหาที่จอดรถได้ก็รีบลงจากรถไปหาโดยไม่ลืมส่องกระจกเช็กหน้าผมก่อน เขายิ้มกับตัวเองระหว่างจัดผมม้าให้เข้าที่เพราะนึกถึงซองยอล (เวลาส่องกระจกจัดระเบียบหน้าผมทีไรมยองซูเป็นต้องนึกถึงอีกฝ่ายทุกที) แล้วก็ต้องยิ้มกว้างขึ้นอีกเมื่อเดินไปเกือบจะถึงร้านแล้วเห็นซองยอลกำลังส่องกระจกรถที่จอดอยู่แถวๆ นั้นพลางปัดผมม้าไปมาซ้ายขวาโดยมีจองอุกยืนกอดอกทำหน้าเอือมเป็นฉากหลัง

“พอได้แล้วน่า หน้าม้านายจะปัดไปซ้ายหรือขวามยองซูมันก็ไม่สนใจหรอก”

“ฉันถอดแว่นดีมั้ยพี่”

“จะถอดหรือจะใส่ก็เรื่องของนายสิ ฉันหิวแล้วโว้ย!”

“พี่แม่ง...ไม่ช่วยกันเลยอะ”

มยองซูยิ้มจนปากแทบจะฉีกถึงหู รู้สึกดีใจที่มาถึงเร็วและได้เห็นอะไรดีๆ ซึ่งทำให้เขาที่มีกำลังใจขึ้นมาหน่อยนึงตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วยิ่งมีมากขึ้นอีกเป็นกอง

ในที่สุดซองยอลก็ปัดหน้าม้าไปทางเดียวกับที่ทำปกติและใส่แว่นสายตาเหมือนเวลามาเจอเขาเหมือนเดิมทุกอย่าง มยองซูมองตามจนอีกฝ่ายกับจองอุกเปิดประตูเข้าไปในร้านเนื้อย่างแล้วพยักหน้ากับตัวเอง

เขาตัดสินใจว่าจะบอกความรู้สึกของตัวเองกับซองยอล

               

“มยองซู! ทางนี้!”

มยองซูยืนตัวแข็งทื่อเมื่อมองไปยังต้นเสียงแล้วเห็นมินซอกนั่งร่วมโต๊ะกับซองยอลและจองอุก ทั้งสามคนโบกมือให้เขาอย่างร่าเริง พอมยองซูเดินงงๆ เข้าร้านไปจนถึงโต๊ะแล้วถามเพื่อนสนิทว่านายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงแล้ว อีกฝ่ายก็ตอบเสียงใสกลับมาว่าซองยอลชวนมา

“เหรอ...” มยองซูตอบรับแค่นั้น แล้วหลังจากนั้นก็แทบจะไม่พูดอะไรอีก

เขานึกว่าซองยอลอยากเจอเขาหลังจากไม่ได้เจอกันหลายสัปดาห์ นึกว่าอีกฝ่ายตื่นเต้นที่จะได้เจอกันเลยอดไม่ได้ต้องจัดหน้าจัดผมก่อนจะเข้ามาในร้าน แต่ที่ไหนได้ ซองยอลก็แค่นัดเขากับมินซอกมากินข้าวด้วยกัน

สุดท้ายเขาก็ไม่ได้พิเศษกว่าคนอื่นเลยจริงๆ

บนโต๊ะอาหาร มินซอกกับจองอุกคุยกันออกรสตามประสาพี่รหัสน้องรหัส ซองยอลก็หัวเราะเฮฮาตามทั้งสองคนไปด้วย มยองซูเองก็คุยกับเพื่อนร่วมโต๊ะบ้างแต่แทบไม่หันไปสบตากับซองยอล เขารู้ว่าอีกฝ่ายไม่ผิดที่ไม่คิดอะไรกับเขา แต่เขายังไม่สามารถมองหน้าอีกฝ่ายได้ มยองซูทั้งอายที่เขาคิดเข้าข้างตัวเองไปไกล แล้วก็ผิดหวังที่อีกฝ่ายไม่ได้ใจตรงกัน

“เอ้า กินสิ” ซองยอลคีบเนื้อมาใส่จานให้เขา

มยองซูยิ้มรับฝืดๆ แล้วคีบเนื้อชิ้นนั้นคืนให้อีกฝ่าย “นายกินเถอะ มัวแต่คีบให้คนอื่นอยู่ ไม่ได้กินเองเลยไม่ใช่เหรอ” พูดจบแล้วเขาก็ยื่นตะเกียบไปคีบเนื้อบนตะแกรงขึ้นมากินเอง ซองยอลยิ้มตอบเขาแล้วหันไปกินอาหารโดยไม่กวนใจเขาอีกราวกับรู้ว่าเขาไม่อยากคุยกับตัวเอง

 

จองอุกแยกตัวกลับบ้านไปก่อนเหมือนทุกครั้งที่มากินข้าวด้วยกัน เหลือแค่มยองซูกับมินซอกแล้วก็ซองยอลยืนคุยกันหน้าร้านว่าจะไปต่อที่ไหนระหว่างร้านเหล้ากับร้านกาแฟ

“ฉันอยากอ้วกหน่อยๆ ขอกลับเลยแล้วกัน พวกนายไปกันเถอะ” มยองซูยกมือขอตัวตอนที่มินซอกกับซองยอลหันมาขอให้เขาเป็นคนตัดสินใจเลือก

“หืม อิ่มเกินเหรอ? เมื่อกี้นี้เห็นกินไปนิดเดียวเองนี่ หรือไม่สบาย?” มินซอกยื่นหน้ามาพิจารณาสีหน้าเขา

“อือ นอนน้อยมาหลายวัน งั้นไปก่อนนะ”

“ขับรถไหวรึเปล่า?”

มยองซูไม่พูดอะไรเพียงแต่พยักหน้าตอบคำถามของซองยอลก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปที่รถ เขาเดินไปได้แค่ครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งตามมา พอหันไปมองข้างๆ ก็เห็นว่าเป็นซองยอล เขาหันหลังกลับไปดูหน้าร้านก็พบว่ามินซอกหายไปแล้ว ดูท่าว่าจะเพื่อนของเขากับซองยอลจะไม่ไปต่อร้านที่สองด้วยกัน ถึงจะรู้อย่างนั้น มยองซูก็ไม่รู้สึกยินดีอะไร

“มีอะไรเหรอ?” ถึงจะยังไม่อยู่ในอารมณ์จะคุยด้วย แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายวิ่งตามเขามาด้วยท่าทางรีบร้อน มยองซูก็เอ่ยปากถามอีกฝ่าย

“มีสิ” ซองยอลหอบน้อยๆ “นายโกรธอะไรฉันใช่มั้ย?”

มยองซูฟังคำถามแล้วถอนหายใจพลางเบือนหน้าหนีอีกฝ่าย “ฉันไม่ได้โกรธ แต่กำลังจัดการความรู้สึกของตัวเองอยู่ ขอโทษที่ทำให้นายไม่สบายใจ รับรองว่าจะไม่ทำอีก” เพราะฉันจะหายไปจากชีวิตนายเลย

แน่นอนว่าประโยคสุดท้ายมยองซูไม่ได้พูดออกไป

“ฉันไม่ควรตื๊อนายต่อใช่มั้ย?” ซองยอลถามเขา

“ใช่” เขาตอบ ใช่ที่สุดเลย ตอนนี้เขาโคตรไม่อยากเผชิญหน้ากับซองยอลเลย

“ก็ได้ ฉันจะไม่ตื๊อ ขอถามอะไรอีกนิดเดียว”

“นิดเดียวน่ะนิดแค่ไหน?”

“นายเป็นแบบนี้เพราะฉันใช่มั้ย?”

มยองซูลังเล แต่สุดท้ายก็ตอบไปตามตรง “ใช่”

“ทำไม? ฉันทำอะไรนาย ฉันอยากรู้ ฉันจะได้ไม่ทำอีก”

มยองซูมองนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มทั้งสองข้างของซองยอลซึ่งมองตรงมาทางเขาเศร้าๆ ซองยอลช่างเข้าใจคนอื่นดีจริงๆ ดีจนเขาคิดว่าเขาคงไม่สามารถทำใจให้หายเป็นปกติได้ง่ายๆ

“นายใจดี” เขาตอบออกไป “นายใจดีจนฉันเผลอเข้าใจผิด คิดว่านายคิดกับฉันเหมือนที่ฉันคิดกับนาย”

“นายคิดกับฉันยังไง?”

มยองซูมองไปรอบๆ ตัวแล้วถามอีกฝ่าย “นายอยากให้ฉันพูดเหรอ? กลางซอยร้านอาหารเนี่ยนะ?”

“ใช่ ฉันอยากให้นายพูด”

เขาฟังคำของซองยอลแล้วแค่นหัวเราะ พอคิดว่าไหนๆ ความรู้สึกนี้ก็ไม่มีค่าอะไรแล้วก็เลยตอบอีกฝ่ายไปตามตรงว่า “ฉันชอบนาย แล้วก็คิดว่านายชอบฉันด้วย” เขาคิดว่าซองยอลจะต้องอึ้ง หลังจากนั้นก็ตีหน้าเศร้าแล้วบอกขอโทษเขา แต่อีกฝ่ายกลับขมวดคิ้วใส่เขาแล้วพูดอย่างไม่เข้าใจว่า

“นายก็เข้าใจถูกแล้วนี่ ไม่เห็นมีอะไรผิดตรงไหน”

มยองซูก็เลยกลายเป็นฝ่ายอึ้งซะเอง

“หา?”

ซองยอลทำปากยื่นใส่เขาแล้วพูดน้ำเสียงฮึดฮัดว่า “ฉันไม่พูดแล้วนะ ฉันเขิน”

“ฉันเข้าใจไม่ผิด?”

อีกฝ่ายพยักหน้า

“แปลว่านายชอบฉัน”

ซองยอลก้มหน้างุด มยองซูเดาว่าอีกฝ่ายคงเขินอย่างที่เจ้าตัวว่าจริงๆ

“งั้นนายจะชวนมินซอกมากินข้าวด้วยทำไม ตอนนายนัดฉันมาวันนี้ฉันโคตรดีใจเลย นึกว่านายอยากเจอฉันมากถึงขนาดเป็นฝ่ายนั้นก่อน พอมาถึงแล้วเจอมินซอก ฉันก็คิดว่านายไม่ได้อยากเจอฉัน แต่แค่นัดมากินข้าวตามประสาเพื่อนกันเฉยๆ เท่านั้นน่ะสิ!” มยองซูโวยวายใส่อีกฝ่าย

“ก็ฉันเขินนี่! นายเล่นนัดเจอฉันทุกอาทิตย์เป็นเดือนๆ แล้วอยู่ดีๆ ก็หายหัวไปเลย ฉันอยากเจอนาย แต่กลัวว่าจะแสดงออกมากเกินไปก็เลยชวนมินซอกมาด้วยแก้เก้อ ใครจะไปรู้ล่ะว่านายจะคิดมากขนาดนั้น ถ้าฉันรู้ฉันก็ไม่ชวนมินซอกมาหรอก!” ซองยอลเถียงเขากลับ

พวกเขามองหน้ากันอึ้งๆ ใช้เวลาอยู่พักหนึ่งกว่าจะซึมซับคำพูดของอีกฝ่ายและประมวลผลเสร็จ พอได้พูดความรู้สึกของตัวเองกับได้ฟังเหตุผลของซองยอล มยองซูก็รู้สึกโล่งใจและสุขใจจนต้องหัวเราะออกมา

“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า”

“คิมมยองซู นายหยุดหัวเราะเดี๋ยวนี้นะ!” ซองยอลฟาดแขนเขาดังผัวะ

“เขินเหรอ? เขินก็เลยต้องชวนมินซอกมานั่งเป็นเพื่อนเหรอ?” เขาพูดไปหัวเราะไปอย่างหยุดไม่ได้ “ฉันไม่เคยรู้ว่านายเขินฉันเลย เวลาเจอกันนายดูสบายๆ ตลอด ฉันนึกว่ามีแต่ฉันที่ตื่นเต้นอยู่คนเดียวซะอีก”

“พูดอะไรน่ะ ฉันก็คนนะ ก็ต้องตื่นเต้นสิ!”

“อ้อ งั้นฉันก็ไม่ได้เข้าข้างตัวเองสินะ ว่านายตื่นเต้นที่จะได้เจอฉันจนต้องจัดผมกับกระจกรถที่จอดอยู่หน้าร้าน”

ซองยอลหน้าแดงแจ๋ “นายเห็นเหรอ?” ฝ่ายนั้นถาม

“เห็นสิ เห็นเต็มๆ ตาเลย” เมื่อครู่มยองซูเกือบสงบลงแล้ว แต่พอคิดถึงซองยอลเมื่อวันแรกก็รู้สึกอยากหัวเราะขึ้นมาอีกจึงยกมือขึ้นมาปิดปากกลั้นขำ “นายอย่าเที่ยวไปสุ่มสี่สุ่มห้าแต่งหน้าแต่งผมที่กระจกรถใครก็ไม่รู้อีกนะ”

ซองยอลเตะขาเขาดังพลั่ก “อย่ามาล้อฉันนะ ฉันแก่กว่านายตั้งปีนะ!”

“ไม่ได้ล้อนะ นี่พูดเพราะหวง” มยองซูพูดพลางขยับเท้าหนีหน้าแข้งซองยอล “นายคิดว่าฉันชอบนายตั้งแต่เมื่อไหร่ล่ะ?” เขาว่าอย่างนั้นแล้วก็เล่าให้ซองยอลฟังว่าตัวเองตกหลุมรักเจ้าตัวได้ยังไง ยิ่งฟังหน้าซองยอลก็ยิ่งแดงขึ้นๆ และยิ่งเขินซองยอลก็ยิ่งทำร้ายเขาหนักขึ้นๆ จากตอนแรกที่ตี ต่อมาเตะ ตอนนี้หันมาไล่บีบคอเขาแล้ว

มยองซูวิ่งหนีซองยอลทั้งๆ ที่ยังหัวเราะไม่หยุด

แน่นอนว่าเขาไม่ได้หัวเราะเยาะอีกฝ่าย แต่หัวเราะเพราะกำลังมีความสุขสุดๆ ต่างหาก

หลังจากวิ่งไล่และวิ่งหนีกันจนหมดแรงแล้ว มยองซูก็นำซองยอลไปที่รถแล้วขับพาอีกฝ่ายไปส่งที่บ้าน ก่อนซองยอลจะลงจากรถไป เขาบอกฝ่ายนั้นว่ามีเรื่องจะขอหนึ่งอย่าง ซองยอลเม้มปากแน่นเลยจะถามว่าอะไร มยองซูตอบกลับไปว่า “ฉันขอไม่ให้นายเที่ยวไปส่องกระจกรถใครก็ไม่รู้อีก” แล้วรีบพูดประโยคถัดไปก่อนที่ซองยอลจะทันเอื้อมมือมาจิกหัวเขา “ฉันพูดจริงๆ นะ ก็ฉันหวงแฟนฉันนี่นา”

ถึงอย่างนั้นซองยอลก็ยังคงเอื้อมมือมาคว้าหูของมยองซู

แล้วดึงเขาไปจุมพิตเบาๆ เข้าที่แก้มก่อนจะวิ่งลงจากรถแล้วหนีขึ้นคอนโดไป

มยองซูตกใจ เขาได้แต่นั่งทำตาโตอยู่ในรถ แล้วคืนนั้นก็ไม่สามารถหุบยิ้มได้อีกเลย

THE END

[Infinite] Pretty Enough

posted on 21 May 2016 22:01 by oerb in fanfiction directory Fiction

Title: Pretty Enough

Rating: G

Genre: Romantic

Paring: MyungsooSungyeol

Author’s note: เอิบขอสาบานว่า One Shot เรื่องนี้หาสาระอะไรไม่ได้ คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่หวานหยดที่สุดตั้งแต่เคยเขียนมา ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าอะไรดลใจให้เขียนออกมาเป็นอย่างนี้ อย่างกับไม่ใช่เรื่องที่ตัวเองเขียนเลย ความรักเอยในเรื่องนี้คืออะไร ถถถถ

ถ้าเตรียมใจรับกับความมือจีบเรียบร้อยแล้วละก็ ขอเชิญอ่าน Pretty Enough กันได้เลยค่ะ!

 

Pretty Enough

ซองยอลไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อย เขาไม่เคยหงุดหงิดใส่มยองซูเวลาที่อีกฝ่ายเผลอสั่งอเมริกาโน่เย็นให้เขาในวันอากาศหนาว หรือเวลาที่อีกฝ่ายบอกว่าจะออกไปเดินถ่ายรูปข้างนอกคนเดียว จริงอยู่ว่าเวลาอย่างนั้นซองยอลอาจจะโวยวายใส่มยองซูบ้าง (เช่น “หนาวจะตายแล้วว้อย ซื้อกาแฟเย็นมาทำม้าย” และ “อ้าว ไหนเมื่อกี้บอกว่าง่วง”) แต่เขาไม่เคยเก็บมาเป็นอารมณ์ ไม่ใช่ว่าซองยอลเป็นพ่อพระมาจากไหน แต่เพราะบางครั้งซองยอลเองก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน

ใช่แล้ว อีซองยอลไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อย แต่ตอนนี้อีซองยอลคนนั้นกลับกำลังเมินใส่คิมมยองซูอยู่ อย่าเข้าใจผิดว่าซองยอลโกรธอะไรมยองซูล่ะ เขาแค่หงุดหงิดตัวเองที่จู่ๆ ก็กลายเป็นคนคิดเล็กคิดน้อยก็เลยอยากจัดการอารมณ์ตัวเองให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยกลับไปเผชิญหน้ากับมยองซูต่างหาก

ไม่งงใช่เปล่า?

เรื่องเกิดจากเมื่อบ่ายซองยอลรู้สึกว่างๆ อยากหาอะไรดูก็เลยลองเปิดรายการ Flower Boy Bromance ที่มยองซูไปออกคู่กับพี่มินซอกดูเล่น

ไม่ ซองยอลไม่ได้หึงมยองซูกับพี่มินซอก เรื่องที่เขาเก็บมาคิดมากหลังดูรายการจบไม่ใช่เรื่องที่ทั้งคู่ดูเข้ากันได้ดีสุดๆ หรือเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างเอ็นดูกันและกันอย่างเห็นได้ชัด

แต่เป็นเรื่องเล็กน้อยกระจ้อยร่อยอย่างเรื่องความสูงของสองคนนั้นต่างหาก

ซองยอลพอใจความสูงของตัวเองมาตลอด เขาภูมิใจในความสูงเกิน 180 เซนติเมตรของตัวเองมากจนกระทั่งได้เห็นมยองซูกอดคอและโอบไหล่พี่มินซอกในรายการ ใช่ว่าเขาจะไม่เคยเห็นมยองซูทำอย่างนั้นกับพี่มินซอกมาก่อน เขาเคยเจอพี่ชายตัวกระจ้อยตัวเป็นๆ หลายครั้ง มยองซูก็โอบหลังโอบไหล่อีกฝ่ายให้เขาเห็นอย่างนี้นี่แหละ แต่พอเห็นภาพนั้นในรายการ ไม่ว่าจะเป็นเพราะการตัดต่อหรือการใส่คำบรรยายกุ๊งกิ๊งจุ๊งจิ๊งเพิ่มลงไปก็ตาม ซองยอลก็เกิดอยากตัวเล็กเท่าพี่มินซอกขึ้นมา (อย่าไปบอกพี่เขานะ เดี๋ยวซองยอลโดนกระโดดถีบ)

ส่วนสูงของมยองซูกับพี่มินซอกพอดีกันมาก มยองซูสามารถวาดแขนวางลงบนไหล่ของพี่ชายคนสนิทได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ เวลาพี่มินซอกเงยหน้าคุยกับมยองซู ฝ่ายนั้นก็ดูน่ารักน่าเอ็นดูจนซองยอลเห็นแล้วยังอยากแหวกหน้าจอโทรศัพท์เข้าไปเกาคางให้ และพอลองย้อนกลับมามองตัวเองบ้าง ใจของซองยอลก็เฉาเป็นผักกาดขาดน้ำ

ซองยอลตัวสูงกว่ามยองซู ถึงตัวจะบางกว่าอีกฝ่ายนิดหน่อยแต่ก็ไม่มีตรงไหนให้ดูน่ารักน่าปกป้องอย่างพี่มินซอกเลยซักนิด (อย่าไปบอกพี่เขานะ เดี๋ยวซองยอลโดนกระทืบ) มยองซูไม่สามารถเดินโอบไหล่เขาได้สบายๆ อย่างที่ทำกับพี่ชายนักแสดง แถมเวลาคุยกันฝ่ายนั้นก็ต้องเป็นฝ่ายเงยหน้ามองเขาหน่อยๆ แทนที่จะได้ก้มหน้ามอง

ซองยอลอดเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับพี่มินซอกไม่ได้ แล้วเขาซึ่งปกติเป็นคนไม่คิดเล็กคิดน้อยก็อิจฉาพี่ชายตัวเล็กในเรื่องที่ไม่ควรอิจฉา แล้วก็เกิดจะรู้สึกว่าตัวเองไม่น่ารักสำหรับมยองซูขึ้นมา เขาโคตรจะไม่ชอบความงี่เง่านี้ของตัวเองเลย พอมยองซูมาเคาะประตูห้องชวนออกไปหาอะไรกินแถวๆ บ้านด้วยกัน ซองยอลที่ยังจัดการความรู้สึกงี่เง่าของตัวเองไม่ได้ก็เลยบอกให้อีกฝ่ายไปชวนคนอื่นแทน เขาไม่หันกลับไปตอบเพื่อนร่วมวงด้วยซ้ำ มยองซูคงจับสังเกตได้ถึงได้เดินเข้าห้องมานั่งบนเตียงเขาแล้วชวนเขาที่นอนคว่ำหน้าอยู่บนนั้นอีกครั้งหนึ่ง แต่พอซองยอลยืนยันว่าไม่อยากไปอีกฝ่ายก็ไม่ตื๊อเขาอีก

“เป็นไร?”

มยองซูหยุดตื๊อซองยอลเรื่องกินข้าวแต่หันมาถามอาการของเขาแทน

“หงุดหงิดตัวเองอยู่” ซองยอลตอบไปแค่นั้น

มยองซูเอื้อมมือมาจับผมเขาเล่นพลางถามพลาง “คิดว่าอีกนานปะ? กว่าจะหายอะ”

“ไม่รู้” น้ำเสียงของเขาเริ่มเหวี่ยง

“งั้นเดี๋ยวกลับมาแล้วมาหาอีกทีนะ”

“อือ”

แล้วมยองซูก็ไป

ทิ้งให้ซองยอลซึ่งกำลังหงุดหงิดหัวเสียเป็นสตรีมีเมนส์จัดการกับความงี่เง่าของตัวเองโดยไม่ซักอาการเขาต่อเลยซักคำ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมากเพราะถ้าไม่อย่างนั้นซองยอลจะรู้สึกรำคาญมากกว่าจะรู้สึกดี เขาชอบมยองซูก็ตรงนี้ อีกฝ่ายเข้าใจเขาดีราวกับเป็นตัวเขาเอง ก็เพราะอย่างนี้ซองยอลถึงได้ไม่อยากงี่เง่าใส่มยองซู

ซองยอลหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ รู้ตัวอีกทีก็ตื่นมาเจอมยองซูนั่งพิงหลังกับเตียงของเขาเล่นโทรศัพท์มือถือแล้ว อีกฝ่ายได้ยินเสียงเขาขยับตัวเลยหันมาหา ไม่รู้ทำไมพอเห็นหน้าหล่อๆ ของไอ้หมอนี่แล้วเขาทั้งรักทั้งหมั่นไส้ทุกที

“ตื่นแล้วเหรอ?”

“ยัง” เขาตอบ

“หายหงุดหงิดยัง?” ฝ่ายนั้นถามต่อโดนไม่สนใจคำตอบกวนประสาทของเขา

“ไม่รู้ดิ หายแล้วมั้ง” ซองยอลตอบพลางหาวออกมาหวอดใหญ่ “อือออออ เมาขี้ตา”

“ซื้อต๊อกโบกีชีสมา กินปะ ยังอุ่นๆ อยู่”

“กิน”

ได้ยินคำตอบของเขาแล้วมยองซูก็ลุกขึ้นยืนแล้วยื่นมือมารอเขา พอซองยอลส่งมือให้ อีกฝ่ายก็ดึงเขาออกจากเตียงแล้วจูงมือไปห้องครัว จัดแจงแกะกล่องอาหารกับดึงตะเกียบให้พร้อม ซองยอลรู้ว่ามยองซูรอให้เขาเล่าเรื่องเมื่อบ่ายอยู่ พอกินไปได้สามสี่คำ ซองยอลก็ยอมเปิดปาก

“เมื่อบ่ายนั่งดู Flower Boy Bromance พี่มินซอกโคตรน่ารักอะ”

มยองซูฟังแล้วเลิกคิ้วสูงจนหายไปหลังผมม้า “นึกยังไงเปิดดู ขนาดละครฉันออนแอร์ยังต้องแทบกราบตีนให้ไปดูเลย”

“ก็มันว่าง ละครไม่อยากดู หมั่นไส้ เล่นก็เก่งน้อยกว่าฉันแต่ดันได้เล่นบ่อยกว่า”

มยองซูผลักหัวเขาเป็นการลงโทษทีหนึ่ง “เล่าต่อ”

“ก็นะ” ซองยอลยักไหล่ “ไม่พูดได้ปะ พูดแล้วอายตัวเอง มันงี่เง่าอะ”

“งี่เง่ายังไง อยากรู้ เล่าหน่อย” มยองซูตื๊อเขาผิดกับเมื่อบ่าย อีกฝ่ายรู้ว่าต้องคุยกันเวลาไหนซองยอลถึงจะยอมพูดหรือไม่ยอมพูด ตอนนั้นเขายังอารมณ์กรุ่นๆ อยู่ มยองซูผู้รู้ดีจึงยอมถอยให้ก่อน พออีกฝ่ายกลับบ้านมาเห็นซองยอลหลับลงก็รู้ว่าเขาสบายใจขึ้นแล้วจึงรอจนเขาตื่นแล้วเริ่มปฏิบัติการซักอาการจากเขาอย่างตอนนี้

ซองยอลถอนหายใจไว้อาลัยให้ตัวเอง เขาอยากรูดซิปปากเก็บความคิดงี่เง่านั้นไว้เป็นความลับแต่ก็รู้ว่ามยองซูจะไม่หยุดถามจนกว่าจะได้คำตอบ เขามองหน้ามยองซูอย่างวิงวอน ส่งสายตาเป็นเชิงถามว่าต้องเล่าจริงๆ เหรอ ไม่เล่าได้มั้ย แต่อีกฝ่ายก็ส่ายหน้าบางๆ ให้ เท่านั้นไม่พอยังเอื้อมมือตีแขนกระตุ้นเขาอีกจนเขาต้องเล่าอย่างเสียไม่ได้ “ก็อยู่ดีๆ ก็ไม่ชอบที่ตัวเองสูงอะ พี่มินซอกแม่ง...ตัวเล็กๆ น่ารัก แต่อย่าไปบอกพี่เค้านะว่าฉันพูดถึงเค้าอย่างนี้ เดี๋ยวฉันโดนพี่เค้าต่อย”

มยองซูพยักหน้ารับรู้แล้วมองหน้าเขาเหมือนรอให้เขาเล่าต่อ

“มองหาอะไรล่ะ เล่าจบแล้ว” ซองยอลพูด

คนฟังกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะถามย้ำอย่างไม่เชื่อหู “ฮะ เท่าเนี้ยนะ?”

“เออ ก็เท่านี้แหละ ถึงได้ไม่อยากเล่าไง ก็บอกแล้วว่ามันงี่เง่า” เขายอมรับเซ็งๆ แล้วหลบตาอีกฝ่ายไปเอาส้อมจิ้มแป้งต๊อกใส่ปากเคี้ยวหยับๆ

“นายแม่ง น่ารัก” มยองซูพูดยิ้มๆ ชมเขาไปพลางก็จ้องเขาไม่วางตาไปพลางจนซองยอลต้องหันหลังหนีไปกินต๊อกโบกีหน้ากำแพง “ไม่ต้องตัวเล็กแบบพี่มินซอกก็น่ารัก แค่เป็นนายก็น่ารักแล้ว”

“โอ๊ยยยยยยยยยย จะหยอดกันก็เกรงใจเพื่อนร่วมห้องกันหน่อยครับคุณณณณณ” เสียงโฮยาดังมาจากห้องรับแขกแทบจะทันทีที่มยองซูพูดจบ ซองยอลหัวหูแดงไปหมด แม้ว่ามยองซูจะพูดจากับเขาอย่างนี้มาหลายปีแล้วก็ไม่อาจทำใจให้ชินได้ เขาเขินจนอยากเอาตะเกียบจิ้มรัวๆ ลงไปบนกำแพงแต่กลัวจะโดนผู้จัดการด่าก็เลยทำได้แค่เอาหน้าผากชนผนังแก้ขวย ซองยอลโคตรเกลียดมยองซูที่ชอบพูดอะไรเลี่ยนๆ เลย แต่เกลียดตัวเองยิ่งกว่าที่ลึกๆ แล้วก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าชอบฟัง

“แล้วตกลงหายหงุดหงิดแล้วใช่เปล่า?” มยองซูถามเขาจากข้างหลัง

“ไม่รู้เว้ย” ซองยอลตอบปัดๆ

“เอาดีๆ หายหงุดหงิดยัง”

“โวะ หายแล้วมั้ง ก็คิดได้ว่าคิดไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ยังไงฉันก็สูงกว่านายไปแล้ว จะไปหั่นขาให้สั้นลงก็ไม่ใช่เรื่องปะ”

“เตี้ยแล้วเดี๋ยวไม่เหลือข้อดีนะ”

ซองยอลหันหน้าไปค้อนใส่อีกฝ่าย “ด่ากันอยู่นี่หว่า เมื่อกี้ยังบอกว่าน่ารักอยู่เลย”

มยองซูหัวเราะก่อนจะเดินเข้ามากอดเขาจากข้างหลังแล้วเกยคางบนไหล่ซองยอล “อือ นายแม่งน่ารัก คนจะน่ารักมันก็น่ารักปะ จะเตี้ยจะสูงจะอ้วนจะผอม ถ้าเกิดมาน่ารักยังไงก็น่ารักอยู่ดี”

“อั๊งอั๊งอั๊งอั๊ง” หนนี้เสียงที่แว่วมาจากห้องรับแขกเป็นเสียงของพี่อูฮยอน ดูเหมือนพี่ชายคนที่สามจะแอ๊บแบ๊วใส่ใครซักคนอยู่ “อีโฮวอน ฉันน่ารักปะ”

ซองยอลเบ้ปากแรง แค่คิดภาพว่าจู่ๆ ก็ถูกพี่อูฮยอนแอ๊บแบ๊ว 4 ท่าติดใส่ก็ขนลุกแทนโฮยาแล้ว ดูเหมือนเขากับแรพเปอร์จะใจตรงกัน เพราะเสียงที่ซองยอลได้ยินถัดจากนั้นคือเสียงตุ้บเบาๆ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าพี่อูฮยอนเพิ่งถูกปาหมอนใส่หน้าเป็นการลงโทษ เขาหัวเราะจนไหล่ไหว ตอนนั้นเองถึงได้รู้สึกตัวว่ามยองซูยังยืนกอดเขาเป็นโคอาล่าอยู่

“ปล่อยได้แล้วปะ” ซองยอลแกล้งยักไหล่แรงๆ

“ไม่ปล่อยได้ปะ”

“ปล่อย จะกินต๊อกโบกีต่อ”

“ก็กินไปดิ ไม่ได้เกะกะมือเท้าปากนายซักหน่อย”

“กินไม่ถนัดโว้ย ปล่อย”

“นายรู้ปะว่าฉันก็เคยหงุดหงิดเรื่องคล้ายๆ กัน”

“เรื่องส่วนสูงน่ะ?”

“อือ นายไม่ชอบที่ตัวเองสูง ส่วนฉันไม่ชอบที่ตัวเองเตี้ย”

“เตี้ยก็ดีแล้วปะ เหลืออะไรให้ฉันมีดีกว่านายมั่งเหอะ”

“อือ ก็เพราะคิดอย่างนั้นแหละถึงได้หายหงุดหงิด”

“เกลียดว่ะ ปล่อยเลย ไม่ให้กอดแล้ว”

มยองซูหัวเราะ กระชับอ้อมแขนแน่นขึ้นแล้วแนบแก้มลงกับบ่าของเขาก่อนจะเอ่ยถามเขาเบาๆ เพื่อไม่ให้คนอื่นๆ ในห้องรับแขกได้ยิน “รู้ใช่ปะว่ารัก”

ซองยอลหน้าแดงขึ้นมาอีก ดีไม่ดีจะแดงกว่าต๊อกโบกีในมือด้วย

“งี่เง่าบ้างก็ไม่เป็นไรนะ เพราะฉันก็มีเวลาที่งี่เง่า แต่เอาจริงๆ ฉันว่ามันก็ไม่ได้งี่เง่าซะทีเดียวนะ เพราะอย่างน้อยนายก็ยังยอมเปิดใจกับฉัน ขอบใจที่เล่าให้ฟังนะ มันทำให้ฉันรู้ว่านายคิดมากเรื่องอะไร ขอบใจที่นายเป็นนายอย่างนี้ มันยิ่งทำให้ฉันชอบนายขึ้นทุกวัน” มยองซูร่ายความในใจยาวเหยียดใส่หลังของเขา ซองยอลได้แต่ยืนฟังคำของอีกฝ่ายเงียบๆ ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกว่ากล่องต๊อกโบกีในมือเกะกะ ดังนั้นพอมยองซูพูดจบเขาจึงรีบวางอาหารลงบนเคาน์เตอร์ครัวแล้วคว้าตัวอีกฝ่ายมากอดหมับ

“ฉันก็ขอบใจนายที่เป็นอย่างนี้นะ” ซองยอลกระซิบกับซอกคอของมยองซู “รู้ใช่ปะว่ารักเหมือนกัน”

มยองซูตอบคำถามของเขาด้วยการฝังปลายจมูกโด่งของตัวเองลงบนแก้มซองยอล

“บอสคร้าบ หาหอให้อีกหอทีคร้าบ พวกเราจะยกหอนี้ให้มยองซูกับซองยอลมันอยู่กันสองคน” เสียงที่ได้ยินคราวนี้ไม่ได้ดังมาจากห้องรับแขกอีกแล้วแต่มาจากในห้องครัวที่ซองยอลยืนอยู่กับมยองซูนี่แหละ ซองยอลหน้าแดงแจ๋เป็นหนที่สามร้อยเจ็ดสิบสามใส่พี่ เพื่อน และน้องทั้ง 5 คน ได้ยินเสียงเจ้านายดังไม่เป็นศัพท์ออกมาจากโทรศัพท์ที่พี่ซองกยูเอาแนบหูอยู่ เขาเอามือปิดหน้าแล้ววิ่งหนีกลับเข้าห้องไปทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าเดี๋ยวพอเจอหน้ากันอีกครั้ง พวกนั้นก็จะล้อเขาอีก มยองซูเดินตามเข้ามายิ้มให้เขาที่นั่งหน้ายุ่งอยู่บนเตียง อีกฝ่ายขยี้หัวเขาอย่างมันเขี้ยวแล้วย้ำคำเดิมที่เมื่อกี้พูดไว้หลายหนขึ้นมาอีกครั้ง

“นายแม่ง...น่ารัก”

 

ซองยอลอาจจะเป็นคนคิดเล็กคิดน้อยอยู่บ้าง บางครั้งเขาก็ไม่ยอมพูดกับมยองซูเป็นวันเพราะโกรธที่อีกฝ่ายบังอาจสั่งไก่ทอดกับพิซซ่ามากินยั่วในช่วงที่เขาไดเอต หรือไม่ก็เพราะอีกฝ่ายสั่งซื้อฟิกเกอร์ไปคนเดียวโดยไม่ถามเขาบ้างว่าอยากสั่งด้วยรึเปล่า เขารู้ว่ามันงี่เง่า  ดังนั้นหลังเก็บเรื่องเหล่านั้นมาเป็นอารมณ์ได้ซักพัก เขาก็จะสำนึกผิดแล้วไปขอโทษมยองซูหรือไม่ก็คุยกันให้รู้เรื่องว่าเขาโกรธอีกฝ่ายเพราะอะไร ไม่ใช่ว่าซองยอลเป็นเด็กดีมาจากไหน แต่เพราะบางครั้งเวลาที่มยองซูงี่เง่าใส่เขา อีกฝ่ายก็จะขอโทษและคุยตรงๆ กับเขาเช่นกัน

ใช่แล้ว อีซองยอลเป็นคนคิดเล็กคิดน้อยอยู่หน่อยๆ แต่สิ่งหนึ่งที่เขาไม่เคยเก็บมาคิดให้หงุดหงิดอีกเลยคือเรื่องความสูงของพวกเขา

ซองยอลจะสูงกว่ามยองซูหรือต้องเป็นฝ่ายก้มหน้าคุยกับมยองซูก็ไม่เห็นสำคัญอะไร เพราะอีกฝ่ายบอกกับเขาชัดเจนแล้วว่าไม่ว่าจะยังไงสำหรับมยองซูซองยอลก็น่ารัก

และสำหรับซองยอล มยองซูที่เป็นอย่างนี้ก็ดีที่สุดด้วยเหมือนกัน

THE END

Title : just shut up while I was sleeping!
Rate : G
Genre : romantic, comedy
Paring : HyunsooSojoon [MyungYeol], HajinKyungjong
 
 
 
สวัสดีค่ะ เอิบเองค่ะ
ตั้งแต่แฟลชไดรฟ์เสีย เอิบก็ไม่ได้ลง JSUWIWS ต่อเลย
วันนี้สำนึกตนได้ว่าควรแจ้งกับทุกท่านให้เป็นเรื่องเป็นราวว่าคงจะไม่ได้ลงต่อแล้ว ต้องขอโทษด้วยจริงๆ นะคะ
 
อย่างไรก็ตาม หลายๆ ท่านคงทราบอยู่แล้วว่าเอิบเคยลง JSUWIWS จนจบไว้ใน Dek-d มาก่อน
ดังนั้นถึงแม้จะติดตามเรื่องราวของฮยอนซูกับโซจุนที่นี่ไม่ได้ แต่ก็สามารถอ่านกันได้ที่ลิงก์ข้างล่างนี้นะคะ
 
 
ขออภัยในความไม่สะดวกและการแจ้งข่าวที่ล่าช้าอีกครั้ง
และขอให้สนุกกับ JSUWIWS ค่ะ :)

[Infinite] Another Killing Time Story

posted on 08 Sep 2015 20:17 by oerb in fanfiction directory Fiction

Title: Another Killing Time Story

Rating: G

Genre: Comedy

Paring: MyungsooSungyeol

Author’s note: ชื่อเรื่องสิ้นคิดจนอยากไล่ตัวเองไปผูกคอตายใต้ต้นผักชี #ถถถถถถถถถถ นี่คิดอะไรไม่ออกจริงๆ มันเลยออกมาอย่างนี้

                Another Killing Time Story เกิดจากความเพ้อเจ้อของฉันเองค่ะ เพราะฉะนั้นเนื้อเรื่องก็เลยเพ้อเจ้อไม่แตกต่างกัน นี่คิดอะไรก็พิมพ์ออกมาเลยอย่างนั้น ด้วยเหตุที่เป็นเรื่องเพ้อเจ้ออันเกิดจากความเพ้อเจ้อก็เลยหาสาระอะไรไม่ได้ และนอกจากจะหาสาระไม่ได้แล้วยังสั้นจุ๊ดด้วย

                อ่านกันขำๆ นะคะ ให้รู้ว่าเอิบยังไม่ตาย ถึงจะหายไปเป็นชาติแต่ก็ยังมีชีวิตอยู่นะคะ #ถถถถถ

 

Another Killing Time Story

เคยทะเลาะกับตัวเองมั้ย?

 

เฮ้ย อย่างนี้คือโดนจีบอยู่ปะวะ?

บ้าละ หลงตัวเองเหอะ

อย่างนี้ไม่เรียกจีบละจะเรียกว่าไรอะ?

เอ้า ก็พูดไปแล้ว หลงตัวเองไง จบ เลิกคิด

เออ ใครจะมาจีบอีซองยอลวะ หลงตัวเองว่ะ แม่ง พอ!

 

ข้างบนนั่นไม่ใช่ตัวอย่างธรรมดานะ แต่เป็นตัวอย่างจากเหตุการณ์จริงเลยละ

ซองยอลทะเลาะกับตัวเองว่าอย่างนั้นแหละ

เขาไม่อยากเป็นคนหลงตัวเองก็เลยยอมแพ้ให้กับความคิดที่ว่าเขาคงจะคิดไปเอง ใครจะมาจีบอีซองยอลล่ะ ถึงสถานการณ์มันจะชวนให้คิดอย่างนั้นเถอะ

 

เรื่องเริ่มมาจากซองยอลเบื่อห้องก็เลยนั่งรถไปเดินเล่นที่ยังแจชอน เขาเดินเรื่อยเปื่อยจนเมื่อยขาก็เลยหาร้านกาแฟนั่ง ปรากฏว่าร้านแรกที่เขาตั้งใจจะเข้าไปอุดหนุนดันปิดซองยอลก็เลยเดินต่อไปอีกร้านหนึ่ง เขาสั่งเมนูแนะนำของที่ร้าน จ่ายเงิน แล้วก็เดินไปนั่งรอกาแฟที่โต๊ะ ครู่หนึ่งเจ้าของร้านก็เอาวานิลลา ลาเต้มาเสิร์ฟให้ก่อนจะนั่งลงตรงข้ามเขาแล้วก็ชวนเขาคุย ซองยอลโคตรงงแต่ก็คุยตอบ ทีแรกเขาคุยแบบถามคำตอบคำ แต่พอจู่ๆ แมวดำที่เจ้าของร้านเลี้ยงไว้โผล่มาเล่นกับเชือกผูกรองเท้าของเจ้านาย ซองยอลก็เปิดปากคุยเจื้อยแจ้ว

ไม่ใช่กับเจ้าของร้านหรอกนะ

แต่เป็นกับแมว

ทำไมอะ? เขาคุยกับแมวไม่ได้เหรอ?

ไม่เคยคุยกับสัตว์กันรึไง?

มิ้วๆๆๆๆ

 

ซองยอลอยู่กินกาแฟกับเล่นกับเจ้าแมวอยู่ครู่ใหญ่ก็หยิบกระเป๋าขึ้นสะพายไหล่ เอาแก้วกาแฟไปฝากทิ้งที่เคาน์เตอร์แล้วเตรียมตัวกลับ ตอนที่เจ้าของร้านบอกขอบคุณซองยอลก็ผงกศีรษะพลางบอกขอบคุณตอบ เขานึกว่าบทสนทนาระหว่างตัวเองกับอีกฝ่ายคงจบลงแค่นั้น ปรากฏว่าฝ่ายนั้นดันตามออกมาส่งเขาหน้าร้านทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่เห็นทำอย่างนี้กับลูกค้ารายอื่นสักราย

"ไว้มาเล่นกับยังแจอีกนะครับ" เจ้าของร้านบอกกับเขา ยังแจคือชื่อของแมวดำตัวนั้น

"เอ่อ ครับ" ซองยอลผงกหัวรับ "ไว้จะมาอีกครับ"

ตอนที่อีกฝ่ายยิ้มและโบกมือให้เขา หัวใจเขาเต้นแรงแปลกๆ

นี่แหละคือสาเหตุทีทำให้ซองยอลเถียงกับตัวเองอย่างที่เล่าไปข้างบนว่ากำลังถูกจีบอยู่หรือเปล่า

 

ซองยอลยุ่งจนไม่มีเวลาทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับเจ้าของร้านกาแฟสักที สี่เดือนผ่านไปกว่าเขาจะได้กลับไปที่นั่นอีก ในช่วงสี่เดือนนั้นเขาคิดถึงยังแจอยู่เป็นพักๆ แต่พอคิดถึงเจ้าแมวทีไรก็ไพล่นึกถึงเจ้าของแมวไปด้วยแล้วก็ต้องทะเลาะกับตัวเองทุกที

เขาจีบ

เขาไม่ได้จีบ

เขาจีบ

เขาไม่ได้จีบ

ซองยอลสั่งตัวเองให้หยุดเพ้อ แต่ถึงอย่างนั้นระหว่างที่กำลังเดินไปยังร้านของยังแจ ซองยอลก็ยังอดใจเต้นไม่ได้ เจ้าของร้านจะจำเขาได้มั้ยนะ คงไม่หรอก ร้านกาแฟมีลูกค้าเข้าออกไม่ซ้ำหน้า อีกอย่างเวลาผ่านไปแล้วตั้งสี่เดือน อีกฝ่ายจะจะเขาไม่ได้ก็ไม่แปลก

แล้วถ้าจำได้ล่ะ?

แปลว่าฝ่ายนั้นสนใจเขารึเปล่า?

เอาอีกละ เริ่มหลงตัวเองอีกละ แม่ง เบื่อตัวเอง...

 

ซองยอลใจเต้นแรงตอนเปิดประตูร้านเข้าไปและพบว่าเจ้าของร้านคนนั้นประจำอยู่หลังเคาน์เตอร์ เขาสาวเท้าเข้าไปหาอีกฝ่าย สั่งกาแฟ แล้วหยิบกระเป๋าสตางค์ขึ้นมาเตรียมจ่ายเงิน เขาลอบมองอีกฝ่ายด้วยใจระทึก ทว่าเจ้าของร้านเพียงแต่คีย์ออร์เดอร์และแจ้งราคาเครื่องดื่มกับเขาเงียบๆ

ซองยอลผิดหวังนิดหน่อย ใจที่เต้นแรงจนถึงเมื่อครู่กลับมาเต้นเป็นจังหวะปกติ ตั้งสี่เดือนนี่นะ ใครมันจะยังจำกันได้ เขาคิดพลางหยิบแบงก์หมื่นยื่นให้อีกฝ่ายเนือยๆ ฝ่ายนั้นรับไปแล้วยื่นเงินทอนให้ ซองยอลเอื้อมมือไปรับ

 

"ไม่เจอกันนานนะครับ"

 

จู่ๆ เจ้าของร้านเอ่ยขึ้น เขานึกว่าตัวเองหูฝาดเลยเงยหน้ามองอีกฝ่าย พอทำอย่างนั้นซองยอลก็ได้รับรอยยิ้มอย่างที่เคยได้เมื่อตอนฝ่ายนั้นเดินมาส่งเขาหน้าร้านครั้งก่อน เขาใจเต้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

"จำได้ด้วยเหรอครับ?"

"มิ้ว"

มีเสียงอื่นดังตอบเขาแทนพร้อมๆ กับสัมผัสนุ่มนิ่มที่ขา ซองยอลก้มลงมองข้างล่างก็เห็นยังแจกำลังถูตัวกับขาของเขาอยู่

"ยังแจยา" เขาก้มลงลูบหัวลูบตัวมันอย่างคิดถึง เจ้าแมวดำทิ้งตัวลงกับพื้นยอมให้เขาสัมผัสแต่โดยดี

"เพราะคิดถึงน่ะครับ" เสียงเจ้าของร้านดังข้ามเคาน์เตอร์มาบอกเขา

"ยังแจก็จำผมได้เหรอครับ?" ซองยอลถามกลับโดยยังไม่ละสายตาจากเจ้าแมวเหมียว

"มยองซูน่ะครับ"

เขาเอียงคอเมื่อได้ยินชื่อไม่คุ้นหู "แมวอีกตัวเหรอครับ?" ซองยอลมองไปรอบๆ เพื่อหาแมวอีกตัวหนึ่ง

"ชื่อผมน่ะครับ ชื่อคิมมยองซู"

ซองยอลอ้าปากค้าง เงยหน้าขึ้นกะพริบตาปริบๆ ใส่อีกฝ่ายซึ่งยังคงยิ้มให้เขาไม่เลิก

 

อย่างนี้เรียกจีบใช่ปะวะ?

คงไม่ใช่อย่างอื่นแล้วแหละ

คิดอย่างนี้ไม่หลงตัวเองแล้วใช่ปะ?

 

"เอ่อ" ซองยอลยืนขึ้นระหว่างที่ยังเถียงกับตัวเองไม่เสร็จ "อีซองยอลครับ" เขาแนะนำตัวพลางผงกหัวทักทายอีกฝ่าย

 

ช่างแม่งละ จะหลงตัวเองก็หลงไปเหอะ

THE END

[Infinite] Killing Time Story

posted on 13 Apr 2015 18:00 by oerb in fanfiction directory Fiction

Title: Killing Time Story

Rating: G

Genre: Comedy

Paring: MyungsooSungyeol

Author’s note: สวัสดีค่ะ ถึงบล็อกจะร้างประหนึ่งเจ้าของบล็อกตายไปแล้ว แต่เอิบก็ยังมีชีวิตอยู่นะคะ #ถถถถถ วันนี้เอาวันช็อตสั้นๆ มาลงให้อ่านกันเล่นๆ เป็นฟิกที่เกิดจากการขอให้เด็กหญิงเคลอลลี่ป๊อปช่วยตั้งโจทย์ให้ โจทย์ที่ได้มาคือ “ซองยอลขายไก่” ซึ่งตอนรับปากว่าจะเขียนนึกว่าง่าย แต่ถึงเวลาจริงๆ ก็เขียนๆ ลบๆ ไปประมาณสามล้านสองแสนแปดหมื่นรอบ #ถถถ

                ตั้งชื่อเรื่องว่า Killing Time Story เพราะเรื่องมันสติสตังมากๆ หาสาระอะไรมิได้เลย มีไว้ให้อ่านฆ่าเวลาเล่นๆ เท่านั้น #ถถถ

                ไม่เคยเขียนให้ซองยอลมีคาแรกเตอร์แบบนี้เลย พอลองเขียนดูแล้วก็รู้สึกสนุกดีค่ะ หวังว่าจะชอบกัน 55555555555555

 

Killing Time Story

ซองยอลไม่ได้หลงตัวเองนะ แต่เขาคิดว่าลูกค้าคนนั้นต้องชอบเขาแน่ๆ

เขาชี้นิ้วให้ทุกคนดูไม่ได้หรอกเพราะเดี๋ยวเจ้าตัวจะรู้ว่าเขารู้ตัวว่าอีกฝ่ายแอบมองเขาอยู่ ซองยอลจะบอกใบ้ให้แทนก็แล้วกัน มองตามหางตาเขาไปทางทิศเก้านาฬิกานะ เห็นลูกค้าหน้าตาดีที่นั่งคนเดียวตรงโต๊ะติดประตูร้านกันใช่เปล่า คนที่พอซองยอลหันหลังให้ก็มองเขาจนแทบจะทะลุนั่นแหละ

อื้อ ใช่ คนที่คอตันนิดๆ ปากเบี้ยวหน่อยๆ

เออะ ทำไมตั้งคำถามซะฝ่ายนั้นดูขี้เหร่ไปเลยล่ะ?

 

ลูกค้าคนนั้นจ้องซองยอลไม่หยุดตั้งแต่เขาเดินไปรับออร์เดอร์ เขาเอามีดกับส้อมแล้วก็ทิชชูไปให้ก็แล้ว เอาน้ำไปเสิร์ฟก็แล้ว ฝ่ายนั้นก็ยังมองเขาไม่หยุด อีกฝ่ายตาคมอย่างกับเหยี่ยว ด้วยเหตุนี้พอเขาถูกสายตาคู่นั้นมอง ซองยอลก็เลยใจเต้นตึกตักๆ อย่างห้ามไม่อยู่

เฮ้อ เขาเพิ่งจะเริ่มทำงานพิเศษที่ร้านขายไก่เล็กๆ แถวหอพักวันนี้เป็นวันแรกแท้ๆ แต่ก็มีลูกค้ามาติดพันซะแล้ว เกิดเป็นหนุ่มน้อยหน้าตาดีนี่แย่จัง ทำยังไงดีล่ะ?

 

ซองยอลยืนเอาข้อศอกเท้าช่องส่งอาหารอย่างมีจริตระหว่างรอให้พ่อครัวทำอาหารที่บรรดาลูกค้าในร้านสั่ง นานๆ ทีก็เหลือบตาไปมองลูกค้าคนนั้น ถ้าได้สบตากันก็กลบเกลื่อนด้วยการพยักหน้าและยิ้มให้ ถ้าอีกฝ่ายไม่ได้มองเขาอยู่ก็จิ๊ปากจึ๊กจั๊กด้วยความสงสัยว่าทำไมไม่มองมาทางนี้ล่ะ ไม่เห็นรึว่าว่าเขาให้ท่า เอ้ย รอให้บริการทุกระดับประทับใจแด่ลูกค้าทุกท่านอยู่

เสียงวางจานดังแกร๊กเรียกให้ซองยอลหันกลับไปมองช่องส่งอาหาร ไก่ทอดของลูกค้าสาวๆ อีกโต๊ะหนึ่งเสร็จแล้ว เขายกไปเสิร์ฟให้พวกเธอ หางตาเหลือบเห็นลูกค้าหนุ่มหล่อมองตามเขาไม่กะพริบ "กินให้อร่อยนะครับ" ซองยอลวางจานไก่ทอดสีทองอร่ามลงตรงหน้าลูกค้าผู้หญิงพร้อมบอกพวกเธอด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อย (เขาเห็นฝ่ายนั้นแค่นหัวเราะด้วย) ก่อนเดินกลับไปยืนเท้าข้อศอกที่ช่องส่งอาหารเหมือนเดิม อีกประเดี๋ยวเดียวไก่ทอดของลูกค้าปริศนาก็เสร็จ เขาใจเต้นตึกตักขณะยกไปเสิร์ฟ

"ไก่ทอดน้ำมันมะกอกได้แล้วครับ" ซองยอลยิ้มให้ลูกค้าหนุ่มหล่อ

ฝ่ายนั้นพยักหน้ารับก่อนเงยหน้ามองเขาตรงๆ

คุณพระ หัวใจซองยอลที่เต้นตุ้บๆ อยู่เมื่อกี้นี้แทบจะหยุดเต้นแน่ะ

ตอนมองแบบแอบๆ ก็ว่าหล่อแล้ว แต่พอได้มองกันจะๆ อย่างนี้แล้วเขาถึงเห็นว่าอีกฝ่ายหล่อชิบหายวายวอดเลย

ซองยอลไม่ได้อยากได้อีกฝ่ายเป็นแฟนนะ เขาไม่เชื่อเรื่องรักแรกพบซักนิด

 

แต่เขาเชื่อเรื่องพรหมลิขิต

 

กรั่กๆ

 

เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะ กลับมาที่สถานการณ์ปัจจุบันกันก่อนดีกว่า ซองยอลเอาไก่ไปเสิร์ฟอีกฝ่ายใช่มั้ย แล้วฝ่ายนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองเขา โอ้ย ตาโคตรคมเลย มีดที่ยกมาให้พร้อมส้อมตอนแรกไม่น่าจำเป็นแล้ว ใช้ตาหั่นไก่แทนแล้วกัน ฮะ?  อะไรนะ? อ้อ เขาสติหลุดไปอีกแล้วใช่มั้ย แหม่ เขินจัง เอ้า กลับมาเล่าต่อกันอีกที

"กินให้อร่อยนะครับ" ซองยอลหลุบตาลงมองไก่และยิ้มเอียงอายใส่พวกมันแทนการสบตากับลูกค้าตาคม เขาพูดจบแล้วก็หมุนตัวกลับหลังหันและกำลังจะเดินกลับเคาน์เตอร์ ตอนนั้นเองที่อีกฝ่ายเรียกตัวเขาไว้ด้วยเสียงหล่อๆ ยาวสองพยางค์ถ้วน

"เดี๋ยวก่อน"

"ครับ?" ซองยอลหวังว่าฝ่ายนั้นจะไม่สังเกตว่าเขาหันกลับไปโคตรเร็ว

"รู้ใช่มั้ยว่าฉันมองนายอยู่?"

ซองยอลหน้าแดงแจ๋ขณะบรรจงพยักหน้าให้อีกฝ่ายเพื่อให้ได้คำตอบชัดๆ ว่ารู้สิฟะ ทำไมเขาจะไม่รู้

"แล้วรู้มั้ยว่าทำไมฉันถึงมอง"

โอ้ย จะให้ซองยอลชมตัวเองว่า 'เพราะผมหน้าตาน่ารัก' มันก็ไม่ใช่ป้ะ? เขาก็เลยตอบแบบสงวนท่าทีไปว่า "ไม่รู้สิครับ"แทน

แล้วจู่ๆ ฝ่ายนั้นก็ยิ้มให้เขา

 

เหย

ถ้าจะทำอย่างนี้บินไปจดทะเบียนด้วยกันที่แคนาดาเลยดีกว่า

 

แล้วจู่ๆ ฝ่ายนั้นก็หุบยิ้มฉับ

 

อ้าว

เตงไม่รักเค้าแล้วเหรอ? ทำไมทำหน้าบูดใส่เค้าอย่างนั้น?

 

"นายไม่ได้เอาไชเท้าดองมาเสิร์ฟฉัน" ลูกค้าพูด

"โต๊ะนั้น" ฝ่ายนั้นชี้นิ้วไปทางโต๊ะของสาวๆ "นายยังเอาไชเท้าไปเสิร์ฟเลย แต่ฉันดันไม่ได้นี่แปลว่าอะไร?" ลูกค้าย้ำ

"ยังจะมาพูดอีกว่าให้กินให้อร่อย ไม่มีไชเท้ามากินแก้เลี่ยนมันจะไปอร่อยได้ยังไง มองตั้งนานกะจะให้รู้ตัวก็ดันไม่รู้ตัวเอาแต่ยิ้มให้อยู่ได้" ไอ้ลูกค้าร่ายเป็นชุดและตบท้ายด้วยเสียงเป็ดๆ ยาวสองพยางค์ถ้วน

"ประสาท"

 

หลังจากนั้นซองยอลก็ไม่เคยลืมเสิร์ฟไชเท้าดองให้ลูกค้าโต๊ะไหนอีกเลย เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ จบเหอะ ซองยอลหมดอารมณ์จะเล่า

แม่ง

 

THE END

 

ป.ล.1 เช่นเดียวกับที่ซองยอลไม่เคยลืมเสิร์ฟไชเท้าดองให้ลูกค้าโต๊ะไหนอีกเลย เขาก็ไม่เคยมองว่าไอ้เตี้ยคอตันนั่นหล่ออีกเลยเช่นกัน

 

ป.ล.2 เขาโคตรเกลียดมันเลย แต่คนบนฟ้าก็ส่งมันมากวนตีนเขาต่อที่ชมรมถ่ายรูปที่มหาวิทยาลัยที่เขาเป็นสมาชิกอยู่ (มันเป็นรุ่นน้องเขาปีหนึ่ง เพิ่งมาร่วมชมรมเทอมนี้)

 

ป.ล.3 มันชื่อมยองซู นามสกุลคิม (โคตรโหลเลย) (นามสกุลอีโหลน้อยกว่าเยอะ นี่บอกเลย)

 

ป.ล.4 และหลังจากกวนตีนใส่เขาได้หนึ่งเทอม จู่ๆ มันก็บอกรักเขา มันบอกว่ามันชอบเขาตั้งแต่วันที่มันทำให้เขาเกลียดนั่นแหละ

 

ป.ล.5 ให้ทายว่าซองยอลตอบว่ายังไง

 

ป.ล.6 เออ ซองยอลตอบตกลง

 

ป.ล.7 เขาไม่เชื่อเรื่องรักแรกพบซักนิด

 

ป.ล.8 เขาแค่เชื่อเรื่องพรหมลิขิตเอง

 

ป.ล.9 จบแล้วจริงๆ สวัสดี